|
(คำบูชาพระ และปุพพภาคนมการ ใช้อย่างเดียวกับคำทำวัตรเช้า)
1. พุทธานุสสติ
(หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) |
| ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, |
|
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า, |
| อิติปิ โส ภะคะวา, |
เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, |
| อะระหัง, |
เป็นผู้ไกลจากกิเลส, |
| สัมมาสัมพุทโธ, |
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, |
| วิชชาจะระณะสัมปันโน, |
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ, |
| สุคะโต, |
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี, |
| โลกะวิทู, |
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง, |
| อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, |
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่าง
ไม่มีใครยิ่งกว่า, |
| สัตถา เทวะมะนุสสานัง, |
เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, |
| พุทโธ, |
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม, |
| ภะคะวา ติ. |
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์
ดังนี้. |
2. พุทธาภิคีติ
(หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส.) |
| พุทธวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต, |
|
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณ เป็นต้น, |
| สุทธาภิ ญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต, |
|
มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุณาอันบริสุทธิ์, |
| โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะสูโร, |
|
พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน, |
| วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง. |
|
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลส พระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า. |
| พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, |
|
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย, |
| ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, |
|
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น, อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่หนึ่ง,
ด้วยเศียรเกล้า |
| พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี)1 วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร, |
|
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า, |
| พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, |
|
พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์ แก่ข้าพเจ้า, |
| พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, |
|
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า, |
| วันทันโตหัง (ตีหัง)2 จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง, |
|
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า, |
| นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, |
|
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, |
| เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเตยยัง สัตถุสาสะเน, |
|
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา ของพระศาสดา, |
| พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ)3 ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, |
|
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้, |
| สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. |
|
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น |
หมอบ กราบ |
| กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, |
|
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, |
| พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, |
|
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า, |
| พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, |
|
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, |
| กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ. |
|
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป4 |
3. ธัมมานุสสติ
(หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) |
| สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, |
พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสไว้ดีแล้ว, |
| สันทิฏฐิโก, |
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วย
ตนเอง |
| อะกาลิโก, |
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้
ไม่จำกัดกาล, |
| เอหิปัสสิโก, |
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด, |
| โอปะนะยิโก, |
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว, |
| ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ. |
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้. |
4. ธัมมาภิคีติ
(หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส.) |
| สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย, |
|
พระธรรมเป็นสิ่งที่ประเสริฐเพราะประกอบด้วยคุณ
คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น, |
| โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท, |
|
เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน, |
| ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, |
|
เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม, จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว, |
| วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง. |
|
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น, อันเป็นเครื่องกำจัดเสียซึ่งความมืด |
| ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, |
|
พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย |
| ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, |
|
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สอง, ด้วยเศียรเกล้า, |
| ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี)5 วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร, |
|
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, พระธรรมเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า, |
| ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, |
|
พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, |
| ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, |
|
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม, |
| วันทันโตหัง (ตีหัง)6 จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง, |
|
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม, |
| นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, |
|
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, |
| เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, |
|
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา ของพระศาสดา, |
| ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ)7 ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, |
|
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้, |
| สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. |
|
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. |
หมอบ กราบ |
| กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, |
|
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, |
| ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, |
|
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม, |
| ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, |
|
ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, |
| กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. |
|
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป.
|
5. สังฆานุสสติ
(หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) |
| สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, |
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด,
ปฏิบัติดีแล้ว |
| อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต |
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, |
| สาวะกะสังโฆ, |
ปฏิบัติตรงแล้ว, |
| ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต |
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, |
| สาวะกะสังโฆ, |
ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว |
| สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต |
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, |
| สาวะกะสังโฆ, |
ปฏิบัติสมควรแล้ว, |
| ยะทิทัง, |
ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ. |
| จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ |
คู่แห่งบุรุษ 4 คู่, นับเรียงตัวบุรุษ ได้ |
| ปุริสะปุคคะลา, |
8 บุรุษ, |
| เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, |
นั่นแหล่ะ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, |
| อาหุเนยโย, |
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา, |
| ปาหุเนยโย, |
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ, |
| ทักขิเนยโย, |
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน, |
| อัญชะลีกะระณีโย, |
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี, |
| อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ. |
เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
ดังนี้. |
|
6. สังฆาภิคีติ
(หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส.) |
| สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต, |
|
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม, ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบัติดีเป็นต้น, |
| โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ, |
|
เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ แปดจำพวก, |
| สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต, |
|
มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น อันบวร, |
| วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง. |
|
ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี. |
| สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, |
|
พระสงฆ์หมู่ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย, |
| ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, |
|
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สาม ด้วยเศียรเกล้า, |
| สังฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี)8 วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร, |
|
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า, |
| สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, |
|
พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, |
| สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, |
|
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์, |
| วันทันโตหัง (ตีหัง)9 จะริสสามิ สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง, |
|
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์, |
| นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, |
|
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า, |
| เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, |
|
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา ของพระศาสดา, |
| สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ)10 ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, |
|
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้, |
| สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. |
|
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. |
หมอบ กราบ |
| กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา, |
|
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี, |
| สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, |
|
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์ |
| สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง, |
|
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น, |
| กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. |
|
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในการต่อไป. |
(จบคำทำวัตรเย็น) |
------------------------------------------------------
1, 2, 3, 5, 6, 7, 8, 9, 10. คำที่อยู่ในวงเล็บต่อท้ายเช่นนี้ สำหรับผู้หญิงว่า.
4. บทขอให้ลดโทษนี้ มิได้เป็นการขอล้างบาป เป็นเพียงการเปิดเผยตัวเอง และ คำว่าโทษในที่นี้ มิได้หมายถึง กรรม หมายเพียงโทษเล็กน้อยซึ่งเป็น "ส่วนตัว" ระหว่างกันที่พึงอโหสิกันได้ การขอขมาชนิดนี้ สำเร็จผลได้ ในเมื่อผู้ขอตั้งใจทำจริง ๆ และเป็นเพียงศีลธรรม |
|