ธรรมะไทยแลนด์  Dharma Thailand

   
 

บทสวดมนต์ >คำทำวัตรเย็น

 

(คำบูชาพระ  และปุพพภาคนมการ  ใช้อย่างเดียวกับคำทำวัตรเช้า)

1. พุทธานุสสติ

(หันทะ  มะยัง  พุทธานุสสะตินะยัง  กะโรมะ  เส.)

ตัง  โข  ปะนะ  ภะคะวันตัง  เอวัง  กัลยาโณ  กิตติสัทโท  อัพภุคคะโต,
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า,
อิติปิ  โส  ภะคะวา, เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น,
อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส,
สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,
วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ,
สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี,
โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง,
อะนุตตะโร  ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่าง
ไม่มีใครยิ่งกว่า,
สัตถา  เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอน  ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
พุทโธ, เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบานด้วยธรรม,
ภะคะวา  ติ. เป็นผู้มีความจำเริญ  จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์
ดังนี้.
 

2. พุทธาภิคีติ

(หันทะ  มะยัง  พุทธาภิคีติง  กะโรมะ  เส.)

พุทธวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต,
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ  มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณ  เป็นต้น,
สุทธาภิ  ญาณะกะรุณาหิ  สะมาคะตัตโต,
มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ  และพระกรุณาอันบริสุทธิ์,
โพเธสิ  โย  สุชะนะตัง  กะมะลังวะสูโร,
พระองค์ใด  ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน  ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน,
วันทามะหัง  ตะมะระณัง  สิระสา  ชิเนนทัง.
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์  ผู้ไม่มีกิเลส  พระองค์นั้น  ด้วยเศียรเกล้า.
พุทโธ  โย  สัพพะปาณีนัง  สะระณัง  เขมะมุตตะมัง,
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด  เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย,
ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง  วันทามิ  ตัง  สิเรนะหัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น,  อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก  องค์ที่หนึ่ง,
ด้วยเศียรเกล้า
พุทธัสสาหัสมิ  ทาโส  (ทาสี)1  วะ  พุทโธ  เม  สามิกิสสะโร,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า,  พระพุทธเจ้าเป็นนาย  มีอิสระเหนือข้าพเจ้า,
พุทโธ  ทุกขัสสะ  ฆาตา  จะ  วิธาตา  จะ  หิตัสสะ  เม,
พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์  และทรงไว้ซึ่งประโยชน์  แก่ข้าพเจ้า,
พุทธัสสาหัง  นิยยาเทมิ  สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้  แด่พระพุทธเจ้า,
วันทันโตหัง  (ตีหัง)2  จะริสสามิ  พุทธัสเสวะ  สุโพธิตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม  ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า,
นัตถิ  เม  สะระณัง  อัญญัง  พุทโธ  เม  สะระณัง  วะรัง,
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี,  พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า,
เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ  วัฑเตยยัง  สัตถุสาสะเน,
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้  ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา  ของพระศาสดา,
พุทธัง  เม  วันทะมาเนนะ  (มานายะ)3  ยัง  ปุญญัง  ปะสุตัง  อิธะ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า  ได้ขวนขวายบุญใด  ในบัดนี้,
สัพเพปิ  อันตะรายา  เม  มาเหสุง  ตัสสะ  เตชะสา.
อันตรายทั้งปวง  อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น

หมอบ  กราบ

กาเยนะ  วาจายะ  วะ  เจตะสา  วา,
ด้วยกายก็ดี  ด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี,
พุทเธ  กุกัมมัง  ปะกะตัง  มะยา  ยัง,
กรรมน่าติเตียนอันใด  ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว  ในพระพุทธเจ้า,
พุทโธ  ปะฏิคคัณหะตุ  อัจจะยันตัง,
ขอพระพุทธเจ้า  จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น,
กาลันตะเร  สังวะริตุง  วะ  พุทเธ.
เพื่อการสำรวมระวัง  ในพระพุทธเจ้า  ในกาลต่อไป4

 

3. ธัมมานุสสติ

(หันทะ  มะยัง  ธัมมานุสสะตินะยัง  กะโรมะ  เส.)

สวากขาโต  ภะคะวะตา  ธัมโม, พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสไว้ดีแล้ว,
สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ  พึงเห็นได้ด้วย
ตนเอง
อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้  และให้ผลได้
ไม่จำกัดกาล,
เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า  ท่านจงมาดูเถิด,
โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,
ปัจจัตตัง  เวทิตัพโพ  วิญญูหี  ติ. เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน  ดังนี้.


4. ธัมมาภิคีติ

(หันทะ  มะยัง  ธัมมาภิคีติง  กะโรมะ  เส.)

สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ  เสยโย,
พระธรรมเป็นสิ่งที่ประเสริฐเพราะประกอบด้วยคุณ
คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสไว้ดีแล้ว  เป็นต้น,
โย  มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท,
เป็นธรรมอันจำแนกเป็น  มรรค  ผล  ปริยัติ  และนิพพาน,
ธัมโม  กุโลกะปะตะนา  ตะทะธาริธารี,
เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม,  จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว,
วันทามะหัง  ตะมะหะรัง  วะระธัมมะเมตัง.
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น,  อันเป็นเครื่องกำจัดเสียซึ่งความมืด
ธัมโม  โย  สัพพะปาณีนัง  สะระณัง  เขมะมุตตะมัง,
พระธรรมใด  เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย
ทุติยานุสสะติฏฐานัง  วันทามิ  ตัง  สิเรนะหัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น  อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก  องค์ที่สอง,  ด้วยเศียรเกล้า,
ธัมมัสสาหัสมิ  ทาโส  (ทาสี)5  วะ  ธัมโม  เม  สามิกิสสะโร,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม,  พระธรรมเป็นนาย  มีอิสระเหนือข้าพเจ้า,
ธัมโม  ทุกขัสสะ  ฆาตา  จะ  วิธาตา  จะ  หิตัสสะ  เม,
พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์  และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า,
ธัมมัสสาหัง  นิยยาเทมิ  สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้  แด่พระธรรม,
วันทันโตหัง  (ตีหัง)6 จะริสสามิ  ธัมมัสเสวะ  สุธัมมะตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม  ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม,
นัตถิ  เม  สะระณัง  อัญญัง  ธัมโม  เม  สะระณัง  วะรัง,
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี,  พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า,
เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ  วัฑเฒยยัง  สัตถุสาสะเน,
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้  ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา  ของพระศาสดา,
ธัมมัง  เม  วันทะมาเนนะ  (มานายะ)7  ยัง  ปุญญัง  ปะสุตัง  อิธะ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม  ได้ขวนขวายบุญใด  ในบัดนี้,
สัพเพปิ  อันตะรายา  เม  มาเหสุง  ตัสสะ  เตชะสา.
อันตรายทั้งปวง  อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

หมอบ  กราบ

กาเยนะ  วาจายะ  วะ  เจตะสา  วา,
ด้วยกายก็ดี  ด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี,
ธัมเม  กุกัมมัง  ปะกะตัง  มะยา  ยัง,
กรรมน่าติเตียนอันใด  ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว  ในพระธรรม,
ธัมโม  ปะฏิคคัณหะตุ  อัจจะยันตัง,
ขอพระธรรม  จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น,
กาลันตะเร  สังวะริตุง  วะ  ธัมเม.
เพื่อการสำรวมระวัง  ในพระธรรม  ในกาลต่อไป.


5. สังฆานุสสติ

(หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.)

สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด,
ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด,
สาวะกะสังโฆ, ปฏิบัติตรงแล้ว,
ญายะปะฏิปันโน  ภะคะวะโต สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด,
สาวะกะสังโฆ, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน  ภะคะวะโต สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด,
สาวะกะสังโฆ, ปฏิบัติสมควรแล้ว,
ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ.
จัตตาริ  ปุริสะยุคานิ  อัฏฐะ คู่แห่งบุรุษ 4 คู่,  นับเรียงตัวบุรุษ  ได้ 
ปุริสะปุคคะลา, 8 บุรุษ,
เอสะ  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ, นั่นแหล่ะ  สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,
อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา,
ปาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ,
ทักขิเนยโย, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน,
อัญชะลีกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี,
อะนุตตะรัง  ปุญญักเขตตัง  โลกัสสา  ติ. เป็นเนื้อนาบุญของโลก,  ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า
ดังนี้.

 

6. สังฆาภิคีติ

(หันทะ  มะยัง  สังฆาภิคีติง  กะโรมะ  เส.)

สัทธัมมะโช  สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต,
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม,  ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบัติดีเป็นต้น,
โยฏฐัพพิโธ  อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ,
เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ  แปดจำพวก,
สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต,
มีกายและจิต  อันอาศัยธรรมมีศีลเป็นต้น  อันบวร,
วันทามะหัง  ตะมะริยานะคะณัง  สุสุทธัง.
ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น  อันบริสุทธิ์ด้วยดี.
สังโฆ  โย  สัพพะปาณีนัง  สะระณัง  เขมะมุตตะมัง,
พระสงฆ์หมู่ใด  เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย,
ตะติยานุสสะติฏฐานัง  วันทามิ  ตัง  สิเรนะหัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น  อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก  องค์ที่สาม  ด้วยเศียรเกล้า,
สังฆัสสาหัสมิ  ทาโส  (ทาสี)8  วะ  สังโฆ  เม  สามิกิสสะโร,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์,  พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า,
สังโฆ  ทุกขัสสะ  ฆาตา  จะ  วิธาตา  จะ  หิตัสสะ  เม,
พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์  และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า,
สังฆัสสาหัง  นิยยาเทมิ  สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้  แด่พระสงฆ์,
วันทันโตหัง  (ตีหัง)9  จะริสสามิ  สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม  ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์,
นัตถิ  เม  สะระณัง  อัญญัง  สังโฆ  เม  สะระณัง  วะรัง,
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี,  พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า,
เอเตนะ  สัจจะวัชเชนะ  วัฑเฒยยัง  สัตถุสาสะเน,
ด้วยการกล่าวคำสัจจ์นี้,  ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา  ของพระศาสดา,
สังฆัง  เม  วันทะมาเนนะ  (มานายะ)10  ยัง  ปุญญัง  ปะสุตัง  อิธะ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์  ได้ขวนขวายบุญใด  ในบัดนี้,
สัพเพปิ  อันตะรายา  เม  มาเหสุง  ตัสสะ  เตชะสา.
อันตรายทั้งปวง  อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.

หมอบ  กราบ

กาเยนะ  วาจายะ  วะ  เจตะสา  วา,
ด้วยกายก็ดี  ด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี,
สังเฆ  กุกัมมัง  ปะกะตัง  มะยา  ยัง,
กรรมน่าติเตียนอันใด  ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว  ในพระสงฆ์
สังโฆ  ปะฏิคคัณหะตุ  อัจจะยันตัง,
ขอพระสงฆ์  จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น,
กาลันตะเร  สังวะริตุง  วะ  สังเฆ.
เพื่อการสำรวมระวัง  ในพระสงฆ์  ในการต่อไป.

(จบคำทำวัตรเย็น)

------------------------------------------------------
1, 2, 3, 5, 6, 7, 8, 9, 10. คำที่อยู่ในวงเล็บต่อท้ายเช่นนี้  สำหรับผู้หญิงว่า.
4. บทขอให้ลดโทษนี้  มิได้เป็นการขอล้างบาป  เป็นเพียงการเปิดเผยตัวเอง  และ  คำว่าโทษในที่นี้  มิได้หมายถึง  กรรม  หมายเพียงโทษเล็กน้อยซึ่งเป็น  "ส่วนตัว"  ระหว่างกันที่พึงอโหสิกันได้  การขอขมาชนิดนี้  สำเร็จผลได้  ในเมื่อผู้ขอตั้งใจทำจริง ๆ และเป็นเพียงศีลธรรม


หน้าแรก  |  สารบัญ  |  ย้อนหลัง  |  ต่อไป  ]