สมาธิในการทำงาน (ตอนที่ ๑)

โดย สาระ
ปรับปรุง ๔ เม.ย. ๔๙

 

ช่วงเวลาที่เราได้ทำความเพียรอย่างมีประสิทธิภาพมีสมาธิ เป็นจังหวะที่ผลงานจะคืบหน้า
โดยเฉพาะกับงานที่ทำคนเดียว เช่น อ่านหนังสือ ทำรายงาน ฯลฯ

ในบทความนี้จะเขียนเกี่ยวกับอุปสรรคที่มักจะขัดขวางสมาธิในการเรียนหรือทำงาน และจะเสนอวิธีฝึกสร้างสมาธิในการทำงาน

๑. อุปสรรค

มีเนื้อหาเรื่อง "อุปสรรค" คลิกเพื่ออ่านดูได้ครับ และจะอธิบายเพิ่มเติมบางส่วน ดังนี้

อยู่ลำพัง - การจะทำความเพียรได้สำเร็จนั้น จังหวะที่อยู่คนเดียวจะดีมาก คราวนี้จะเหลือเพียงอุปสรรคภายในที่เราต้องต่อสู้

ความง่วง - การชนะความง่วงได้อย่างเด็ดขาดมีลักษณะดังนี้

๑. ไม่ลุกหนีไปไหนก็ไม่ง่วง
๒. ไม่ต้องพึ่งอาหารหรือเครื่องดื่มมากระตุ้น
๓. ตื่นตัว  

แพ้ คือง่วงจนยอมไปนอน
เสมอกัน คือไม่ง่วง แต่ไม่สดชื่นเบิกบาน ทึม ๆ ตื้อ ๆ
ชนะ คือได้ทั้งสามข้อข้างต้น

วิธีแก้ง่วงลองคลิกดูได้

อารมณ์เพศ

อารมณ์ทางเพศ มีพระไตรลักษณ์ประกอบอยู่เหมือนกับอารมณ์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความฟุ้งซ่าน ความง่วง ความเหงา ความเศร้า ความโกรธ เป็นต้น

อนิจจัง เกิดขึ้นแล้วดำรงอยู่ระยะหนึ่งก็หายไป เช่น บางครั้งมีความคิดนึกถึงเกี่ยวกับเรื่องเพศอยู่เพียง ๕ นาที ความคิดนั้นก็หายไป อย่างนี้เป็นต้น
ทุกขัง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จัดการไม่ได้ จะนำมาซึ่งความทุกข์  เช่น ง่วงก็ทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง
อนัตตา ไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา เช่น ขณะมีอารมณ์เพศ ให้ลองพิจารณาดู ว่าใครกันที่มีอารมณ์เพศ เขาคือใคร เขาอยู่ตรงไหน

ย้ำอีกทีว่า อารมณ์เพศลดลงได้ด้วย

๑. การหลีกเลี่ยงสิ่งที่มากระตุ้นอารมณ์เพศ ไม่ว่าจะเป็นภาพ ภาพยนตร์ เสียง หรือตัวหนังสือ
๒. การจัดการกับความคิดจินตนาการหรืออารมณ์เพศที่เกิดขึ้นในใจ

การหลีกเลี่ยง

การหลีกเลี่ยงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ควรลดความชอบความยินดีในเรื่องเพศ ไปพร้อมกันด้วย

การเปิดเผยหรือการสอนให้เด็กรู้เรื่องเพศ ควรจะชี้ให้เด็กเข้าใจพระไตรลักษณ์อย่างแท้จริง
โดยธรรมชาติ เด็กส่วนมากไม่สามารถชนะสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ได้เอง  ผู้ใหญ่ผู้รู้ควรป้องกันให้เด็ก ไม่ป้อน ไม่เผยแพร่สิ่งกระตุ้นเหล่านี้
การจะป้องกันให้เด็กอย่างได้ผลจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู สื่อสารมวลชน และผู้ทำธุรกิจทั้งหลาย

การจัดการกับความคิด

อารมณ์ความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศ และความคิดฟุ้งซ่าน ขอเรียกสั้น ๆ ว่า "ความคิด" มีแนวทางในการจัดการเหมือนกัน

เริ่มจากต้องรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องความคิดก่อนว่า "ความคิดความรู้สึกและอารมณ์เหล่านั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา"
เหตุผลที่บอกว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราก็เป็นไปตามหลักพระไตรลักษณ์ที่ได้กล่าวแล้วตอนต้นบทความนี้
อย่างไรก็ตาม อันนี้มันจะขัดแย้งกับที่คนส่วนใหญ่เขายึดถือกัน เขายึดถือความคิด ในทางปฏิบัติเราก็ต้องตามเขาด้วย
อย่างเช่น เมื่อใครมีความคิดอะไร ก็ไปจดลิขสิทธิ์ว่าเป็นของคนนั้น เป็นต้น

ความคิดเปรียบเสมือนกองเชียร์ มาสนับสนุน มากระตุ้น มายุ ให้เราคล้อยตามไป  วิธีกระตุ้นที่เกิดขึ้นภายในตนเอง มีดังนี้

๑. กระตุ้นที่ความทรงจำเรื่องหนึ่งตอนใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เราเกิดอารมณ์อย่างนั้น
๒. กระตุ้นที่ร่างกาย จะไม่อธิบายในข้อนี้มากไปกว่านี้
๓. สร้างความคิดความรู้สึกอันใหม่ขึ้นมาในสมอง ซึ่งความคิดความรู้สึกนั้นอาจจะใหม่ทั้งหมดหรืออาศัยเชื้อความทรงจำเดิมบางส่วนนิดหน่อยก็ได้

ถ้ากองเชียร์เขามาบ่อย ๆ แล้วเราก็คล้อยตามเขาไปทุกครั้ง ก็ง่ายสำหรับเขา เขาเชียร์ขึ้น อันนี้จะกลายเป็นนิสัยไปเลย
จึงอยู่ที่ว่า เราจะรู้เท่าทันและจะยอมตามเขาไปหรือไม่

วิธีที่จะชนะความคิด ทำดังนี้

๑. หลีกเลี่ยงการเก็บความทรงจำที่ไปสนองความคิดนั้น นั่นก็คือหลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นทั้งหลาย ข้อนี้สำคัญ
๒. รู้เท่าทันเมื่อความคิดเกิดขึ้น
๓. อย่าตามเขาไป ไม่คล้อยตามความคิดนั้น ไม่จินตนาการต่อ ไม่ปล่อยกาย ไม่ปล่อยใจ

อย่างไรก็ตาม กับความคิดที่ไม่พึงประสงค์ อาจจะเลือกจัดการด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ได้แก่

๑. ปล่อยผ่านไป เช่น เวลาสวดมนต์ แผ่เมตตา หรืออธิษฐาน แล้วถูกสวดแทรก มีความคิดแทรก หรืออธิษฐานแทนเรา 
ดังนี้เราก็ปล่อยให้เขาว่าไป ไม่เออออด้วย ส่วนเราก็ว่าของเราไป

๒. กำหนดสติสำทับย้ำลงไปในขณะนั้น ไม่ให้เขาแทรกแซงหรือพัฒนาต่อไปได้ เช่น ในการสวดมนต์แทนที่เราจะสวดในใจ เราก็สวดแบบมีเสียง
ความคิดเขาเปล่งเสียงไม่ได้ เขาอยู่ได้แต่ในใจ  

๓. พิจารณาดู ว่าความคิดนั้นจริง ๆ แล้ว ดีหรือไม่? เมื่อทำตามแล้วผลจะเป็นอย่างไร? แล้วจึงตัดสินใจว่าจะทำตามหรือไม่

๔. ย้ายจิตของเราจากจิตระดับบนไปสู่ระดับล่าง และจากระดับล่างกลับมาบน หรือจะไปหยุดดูอยู่ที่จิตระดับล่างสักพักหนึ่งก็ได้ (คลิกดูเพิ่มเติม)

ห่วงกิน

การกินของหวาน ระวังฟันผุ
การกินมากจะทำให้พลังงานเหลือเฟือ ความคิดที่เป็นอริกับความสำเร็จนั้นชอบพลังงานที่เหลือเฟือนี้
และการกินอาหารบางอย่างก็จะกระตุ้นให้อารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์เกิดรุนแรงขึ้นด้วย
แต่ขอยอมรับว่าผู้เขียนเองก็ห่วงกิน ขนมไทยเนี่ยชอบเลย

๒. วิธีฝึกสร้างสมาธิในการทำงาน

อาจจะลองทำดู เสนอไว้ ๒ วิธี ใช้วิธีไหนก็ได้

๒.๑ ใช้ความอดทน

ด้วยการกำหนดระยะเวลาในการทำงาน แล้วหนักแน่น อดทนทำงานอยู่จนครบระยะเวลาที่ได้ตั้งใจไว้

๒.๒ มองเห็นเป็นภาพ

มองเป้าหมายกับหนทางไปสู่เป้าหมายเป็นหนึ่งเดียวกัน  ตรวจสอบเส้นทางว่ามีทางไปได้และปลอดภัย ลดความสนใจต่อสิ่งรบกวนข้างทาง
แล้วไปเลย ลงมือทำ มุ่งสู่เป้าหมาย

ระหว่างที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ควรระลึกถึงเป้าหมายไว้เสมอ ถ้ามีปัญหาอุปสรรคหรือสิ่งเบี่ยงเบนใดเกิดขึ้น ตัดสินใจว่าจะจัดการหรือไม่
ละได้ก็ละ ถ้าจำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรสะสางให้รวดเร็วที่สุด โดยที่เรายังระลึกถึงเป้าหมายของเราเป็นระยะ  เสร็จแล้วก็ลงมือทำงานต่อ
กลับเข้าทางแห่งความสำเร็จ

อนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ เราควรมีเป้าหมายน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ลงมือทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีพลัง

เป็นอันว่าการมองให้เห็นภาพมีสองส่วนที่สำคัญคือ ก) เป้าหมายที่เราต้องการ และ ข) หนทางที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น   ถูกระบุชัดเจน
และถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน  รวมทั้งนำมาประทับไว้ในจิตใจเราอย่างหลวม ๆ มุ่งมั่นแต่ไม่หมายมั่น

สรุป

เมื่อชนะอุปสรรคได้ ลงมือทำความเพียร มีความคืบหน้า ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวใหญ่ในการชนะใจตนเอง

 
 

บทความที่เกี่ยวข้อง:
ใจไม่ใช่ของเรา
ความง่วง
หลงทาง (ตอนที่ ๒)
อุปสรรค
สมาธิในการทำงาน (ตอนที่ ๒)
สมาธิในการทำงาน (ตอนที่ ๓)
สมาธิในการทำงาน (ตอนที่ ๔)

Free to read or republish. 2009 by forThais.org.