|
||||
|
สติหมายถึง การที่จิตรู้ จิตตื่น เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น การรู้นี้ผ่านทางประตูต่าง ๆ ได้แก่ ตา หู จมูก ปาก กาย และใจ การมีสติดีช่วยเพิ่มความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวัน ลดความผิดพลาดเสียหาย กำจัดความทุกข์ และตัดความรู้สึก สติแยกเป็น สติตอนต้น สติตอนกลาง และสติตอนปลาย ๑. สติตอนต้น เรียกได้ว่าเป็นสติตอนต้น เพราะทำก่อนกิจกรรมหลัก ได้แก่ คาดคะเนปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ศึกษาวางแผนขั้นตอนและเส้นทาง และตระเตรียมให้เกิดความพร้อม ตัวอย่างเช่น สังเกตจุดเสี่ยงจุดอันตราย เขียนรายการสิ่งของจำเป็นที่ต้องนำติดตัว จัดกระเป๋าเสื้อผ้าล่วงหน้าก่อนวันออกเดินทาง เตรียมเงินสำหรับค่าทางด่วนไว้ล่วงหน้า เป็นต้น ๒. สติตอนกลาง เป็นสติที่ควรทำอยู่เสมอในวินาทีนี้ ได้แก่ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน เรียกว่าสติรู้ปัจจุบัน ระวังและรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกจิตใจ เฝ้าดูสภาวะจิตของตน ตื่นตัวเมื่อจิตมีมลทิน และกำหนดรู้ปัจจุบัน ระวัง ให้นึกภาพการที่เราระวังงูกัด ขณะที่ระวังเราจะตื่นตัวและไม่ประมาท โดยทั่วไปควรที่จะพูดน้อย ยิ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อควรที่จะไม่พูดและมีความสนใจในสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนั้น แม้จะระวังดีแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สุดที่ยังหลุดยังพลาดได้ กัลยาณมิตรจะเป็นผู้ที่ช่วยเราระวังได้ดีขึ้น จึงถือว่าในเรื่องสติ กัลยาณมิตรมีความสำคัญมาก ตัวอย่างการระวัง เช่น การไตร่ตรองด้วยความรอบคอบก่อนลงลายมือชื่อในเอกสารสัญญา การตั้งใจดูป้ายบอกทางบนถนนขณะขับรถเพื่อจะได้ไปได้ถูกทาง ตื่นตัวรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก รู้ทันทีที่มีสิ่งภายนอก มาทดสอบกิเลสภายใน อนึ่ง การรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ยังรวมถึงการรู้ว่าคนใดหรืองานใดที่สำคัญที่สุด ที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในขณะนี้ เมื่อรู้ถือว่ามีสติแล้ว แต่บ่อยครั้งที่จะมีอุปสรรคหรือเหตุต่าง ๆ มาขวางกั้นไม่ให้เราสามารถให้เวลา ความเอาใจใส่ ความสนใจ และทรัพยากรต่าง ๆ กับคนหรืองานที่สำคัญที่สุดได้ เฝ้าดูสภาวะจิตของตน หรือตื่นตัวรู้ตัวเมื่อสภาวะจิตของเราไม่ดี มีอารมณ์ความคิดหรือทัศนคติที่ไม่ดีเกิดขึ้น การเฝ้าดูจิตของตนในทุกขณะหรือรู้เองทุกครั้งเมื่อจิตไม่สงบสุข เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากมีกัลยาณมิตร ก็ขอให้ท่านช่วยเฝ้าระวังได้ เมื่อท่านรู้ว่าจิตเราออกนอกลู่นอกทางท่านก็เตือน แต่ถ้าเรื่องใดที่กัลยาณมิตรไม่ได้เตือน เราควรต้องคิดเองรู้เองด้วย นอกจากนั้น การฝึกสติอาจจะทำได้โดยการดูกายดูจิตของตนเอง หรือเมื่อท่านบอกกล่าวอะไรแล้วเราทำตาม เราทำตัวว่านอนสอนง่าย ก็จะเป็นที่รักของกัลยาณมิตร เป็นคนน่ารักสำหรับคนทั่วไป ยิ่งถ้าเรายังเป็นเด็กยิ่งควรทำตามที่พ่อแม่ครูอาจารย์บอกไว้ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม คำเตือนคำแนะนำต่าง ๆ ของกัลยาณมิตร เรายึดถือตายตัวไม่ได้ ควรต้องใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรองดู ก่อนที่จะทำตาม การจะพิจารณานั้นตั้งอยู่บนเหตุผลต่าง ๆ เช่น ความไม่ประมาท ความสมเหตุสมผล ความถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นต้น และเมื่อเราจะไม่ทำตามสิ่งที่กัลยาณมิตรบอกกล่าวนั้น เราต้องทำด้วยความเคารพให้เกียรติกับกัลยาณมิตรและคำแนะนำของท่าน การกำหนดรู้ปัจจุบัน หลายครั้งที่ช่วยตัดความคิด และความทุกข์ ทั้งยังตัดความรู้สึกบางอย่าง (เช่น ความตื่นเต้น) ได้เมื่อกำหนดต่อเนื่อง การกำหนดรู้ปัจจุบัน ทำได้เช่นว่า ๑. พูดหรือนึกในใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นหน้าสาวก็พูดในใจว่า "ธาตุดิน" เมื่อความคิดไม่ดีเกิดขึ้นก็พูดในใจว่า "คิด" เมื่อใดก็ตามที่มีความคิดความรู้สึกที่ไม่ดีแล้วเรากำหนดกำกับ โดยที่เราไม่คล้อยตามคิดพัฒนาต่อเนื่อง ความคิดในครั้งนั้นจะจบลง ไม่ถือเป็นความผิด ไม่มีเวรกรรมต่อเนื่อง หรือ ๒. ย้ายจิตไปยังประตูที่สำคัญในขณะนั้นเป็นหลัก เช่น เรากำลังกินอาหารเราก็เอาจิตอยู่ที่ปากของเรา หรือว่าเรากำลังเดินจิตเราก็อยู่ที่เท้า เรากำลังทำงานที่ใช้มือจิตเราก็อยู่ที่มือ เป็นต้น ในสติตอนกลางนี้การจะเลือกทำอันไหนระหว่าง ก. ระวังรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ข. เฝ้าดูเพื่อรู้สภาวะจิตของตนหรือตื่นตัวเมื่อจิตไม่ดี และ ค. กำหนดรู้ปัจจุบัน แต่ละอันก็มีข้อแตกต่างกัน ข้อ ก. เหมาะกับการเผชิญกับศัตรูภายนอก (เช่น คำพูดที่ไม่ดีของคนอื่น) ข้อ ข. เหมาะกับการเผชิญกับศัตรูภายใน (เช่น ราคะ) และข้อ ค. เหมาะกับกำจัดความคิด ทัศนคติ อารมณ์ ที่ไม่พึงประสงค์ รวมทั้งสามารถใช้เพื่อประคองให้จิตอยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ นอกจากนั้น ถ้าเรากำลังกำหนดรู้ แล้วเรารู้ว่าเรากำลังกำหนดรู้หรือรู้เห็นว่าตนกำลังกำหนดรู้ อย่างนี้เรียกว่า มหาสติ การเดินจงกรมเป็นวิธีหนึ่งในการฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบัน การไม่มีสติอยู่กับปัจจุบันเป็นเรื่องปกติ มีสติอยู่กับปัจจุบันเมื่อไหร่ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง มีประเด็นปลีกย่อยที่น่าสนใจ ได้แก่ - เมื่อใดที่จิตใจร้อนรนเร่งรีบ ไม่ควรเชื่อความเข้าใจจากสายตาตัวเอง ควรทำใจให้สงบ อ่านดี ๆ เพื่อจะได้ไม่ตัดสินใจผิดอันเนื่องมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน - เมื่อได้รับการเสนอ เช่น อาหาร ฯลฯ ในเมื่อไม่ต้องการ หรือเกินจำเป็น เราอาจจะรับไว้ก่อนหรือปฏิเสธด้วยความสุภาพ เพราะการปฏิบัติของเราจะเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ความรู้สึกของผู้ให้ และผลกระทบต่อเราผู้รับ - เมื่อ "ความอยาก" หรือ "ความคิด" ใด ๆ เกิดขึ้น ควรจะตรวจสอบความอยากหรือความคิดนั้นก่อนที่จะพูด ทำ หรือคิดต่อเนื่อง เพราะความคิดหรือความรู้สึกเหล่านั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เราหลงทาง หรือเดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นได้ - ในการทำหรือพูดตามความเคยชินหรือโดยไม่รู้ตัว ควรให้มีสติกำกับ - ในการสนทนาควรมี "ครับ" "ค่ะ" หรือ "ค๊ะ" ปิดท้ายประโยคเสมอ ๆ - การมีกัลยาณมิตรช่วยเฝ้าระวังช่วยดู เป็นสิ่งจำเป็น กัลยาณมิตรในข้อนี้ เน้นถึง สามีภรรยา พ่อแม่ เพื่อนสนิท ครูอาจารย์ และกัลยาณมิตรที่ใกล้ชิดคนอื่น ๆ - สามารถแบ่งหน้าที่กันระหว่างเรากับกัลยาณมิตร เช่น คนหนึ่งพูด อีกคนหนึ่งระวัง - คนเดียวทำสองอย่างก็ได้ เช่น ระวังแล้วก็พูดด้วย ๓. สติตอนปลาย สติตอนปลาย ได้แก่ การตรวจสอบ เรียกว่า สติตรวจสอบ ซึ่งจะทำตอนท้ายของแต่ละกิจกรรม การตรวจสอบช่วยลดการลืม การตรวจสอบเป็นสติระดับพื้นฐาน ผู้เริ่มฝึกสติควรฝึกให้มีสติข้อนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ตัวอย่างการตรวจสอบ เช่น ตรวจสิ่งของที่จำเป็นก่อนก้าวออกจากประตูบ้าน ตรวจอีเมล์ก่อนส่งออกไป ตรวจสอบตารางนัดหมาย ดูนาฬิกาเพื่อให้รู้ว่ากี่โมงและจะเหลือเวลาอีกกี่นาทีที่จะต้องออกเดินทาง หรือแม้แต่ตรวจความเรียบร้อยในขั้นตอนการเตรียมความพร้อม เพื่อประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการตรวจสอบ ควรใส่กิจกรรมการตรวจสอบให้ถูกจังหวะขั้นตอน และการตรวจสอบนั้นควรทำ้จนได้ทราบผลของการตรวจสอบทันเวลาในการแก้ไขปัญหาได้โดยติดขัดน้อยที่สุด นอกจากนั้น สติตรวจสอบยังสามารถใช้สอบสวนข้อความอัตโนมัติ ข้อความอัตโนมัติ คือคำ วลี หรือประโยค ที่เกิดขึ้นในความนึกคิด ในจิตใจ มักเกิดขึ้นในทันทีทันใดเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือชี้นำ ข้อความอัตโนมัติมีทั้งในทางสร้างสรรค์และทางทำลาย เช่นคำว่า "เมตตา" หรือ "ขัดขวาง" เป็นต้น ตัวอย่างข้อความอัตโนมัติในทางสร้างสรรค์ เช่น ขณะเราขับรถ มีรถคันอื่นขอทาง แล้วมีคำเกิดขึ้นในความนึกคิดว่า "เมตตา" เราจึงลดความเร็ว หยุดรถ และเปิดทางให้เขาไปก่อน ตัวอย่างข้อความอัตโนมัติในทางทำลาย เช่น มีคนพูดห้ามไม่ให้เราทำสิ่งที่เรากำลังจะทำ ก็มีคำเกิดขึ้นในจิตใจเราว่า "ขัดขวาง" ถ้าเราเชื่อตามข้อความนี้ เราก็จะรู้สึกอึดอัด และอาจจะพูดไม่ดีกลับไป ข้อความอัตโนมัติเป็นตัวจุดระเบิดจุดประกายให้กระบวนการแห่งกรรมเกิดขึ้น ที่ว่าสร้างสรรค์หรือทำลายจึงอยู่ที่ว่า ข้อความอัตโนมัตินั้นกระตุ้นให้เราทำบุญ ทำบาป หรือเฉยเมย นั่นเอง การเกิดของข้อความอัตโนมัติ มาจาก ๑. ข้อความอัตโนมัติส่วนใหญ่ไม่ใช่คำของเรา เรา(จิตผู้รู้ จิตของเรา)ไม่ได้สร้างมันขึ้นมา แต่มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ๒. นอกจากนั้น ข้อความอัตโนมัติยังมาจากทัศนคติ ประสบการณ์ และนิสัยความเคยชิน ของเราเอง เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ที่คนจะเชื่อข้อความอัตโนมัติ แล้วคิดต่อเนื่อง พูดดีหรือไม่ดี ทำดีหรือไม่ดี หรือเฉย ๆ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งก็หมายความว่าการคิดพูดทำที่เชื่อตามข้อความอัตโนมัติในทันทีนั้น ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสติ การจัดการกับข้อความอัตโนมัติ ที่ควรจะเป็นจึงไม่ควรเชื่อข้อความอัตโนมัตินั้นทุกครั้งไป แต่ควรต้อง ๑. ตรวจสอบข้อความอัตโนมัติก่อนที่จะเชื่อและพัฒนาต่อไป ๒. ภาวนาในใจว่า "คิดหนอ" หรืออาจจะ ๓. ดู รู้ เห็น ข้อความนั้น แต่ไม่ได้ตอบสนองต่อข้อความนั้นแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันก็ทำตามสติปัญญา ถ้ากระบวนการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อความอัตโนมัติอาจจะไม่ปรากฏ แต่กลับกลายเป็น การกระทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็คือการพูดหรือทำ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าในทันที ตัวอย่างเช่น จากประสบการณ์ของเราคนในองค์กรที่เรารู้จักไม่สามารถช่วยให้เราเข้างานได้ เราต้องช่วยเหลือตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีคนอื่นมาขอให้เราช่วยใช้เส้นให้ เราจึงพูดปฏิเสธในทันที กรณีนี้ทำให้ผู้ที่มาขอให้เราช่วยเสียความรู้สึกไปเลย เพราะเขาเจอกับการพูดอัตโนมัติที่เกิดมาจากประสบการณ์ของเรา ถ้าคนไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็มักจะเก็บข้อมูลไม่ดีเกี่ยวกับการตอบสนองของเรา อีกตัวอย่างหนึ่งของการกระทำโดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อมีเหตุการณ์ย่อยทำให้เรารู้ว่าเขากำลังปิดบังอะไรอยู่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เขาอยากให้เป็นความลับ เป็นส่วนตัว แต่เมื่อเหตุการณ์ย่อยนั้นเกิดขึ้น เราก็เกิดพูดโพล่งไปในทันทีทันใด ทำให้ความลับของเขาถูกเปิดออก ยิ่งมีคนอื่นอยู่ด้วย ผู้ที่ถูกเปิดเผยข้อมูลจนล่อนจ้อนด้วยคำพูดอัตโนมัติของเรา ย่อมไม่ชอบเรา และเก็บบันทึกเป็นข้อมูลไว้ในสมองของเขา จากสองตัวอย่างของการกระทำโดยอัตโนมัติ จึงพอจะยืนยันได้ว่า เราควรจะ ๑. ระวังความคิด และทัศนคติ ต่อสิ่งต่าง ๆ หลีกเลี่ยงที่จะเก็บข้อมูลในทางลบซึ่งก็คือทัศนคติที่ไม่ดี ต่อสิ่งใดไว้ในความทรงจำ เพราะมันจะออกมาโดยอัตโนมัติ เมื่อไหร่ก็ได้ และทำให้เกิดความเสียหายแก่คนอื่น หรือเสียความสัมพันธ์กัน ในทางกลับกัน เราควรทำความเห็นความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ ให้ถูกต้อง ๒. พูดน้อย การพูดน้อยเป็นการบังคับ เหมือนมีประตูน้ำ เพื่อกั้นการพูดโดยอัตโนมัติ และ ๓. ควรมีสติกำกับการกระทำเสมอ ๆ เพื่อกั้นการกระทำโดยอัตโนมัติ ไม่เช่นนั้นก็ป้องกันหรือหาเครื่องมือช่วยซึ่งก็คือสติตอนต้น สรุปว่า
|
||||
บทความที่เกี่ยวข้อง: Free to read or republish. 2011 by forThais.org. |
||||