|
||||
|
แม้ว่าร่างกายแข็งแรงดีและพักผ่อนเพียงพอแล้ว ความง่วงนอนในเวลาที่ไม่ควรจะนอน ก็ยังมารบกวนมาเป็นอุปสรรคในการเรียนและการทำงาน ถ้าปล่อยใจโดยไม่ควบคุมก็จะง่วงได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อทำงานที่ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและจิตใจสงบ เช่น อ่านหนังสือ สวดมนต์ เดินจงกรม หรือนั่งรถเมล์ เมื่อจิตสงบลงไปถึงระดับหนึ่งก็จะง่วง
ลักษณะความง่วงที่มารบกวน ได้แก่
การแก้ง่วงนอน วิธีกำจัดความง่วงมีหลายวิธี วิธีที่ใช้ได้ผลสำหรับแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และสาเหตุหรือลักษณะของความง่วงก็อาจจะมีมากกว่าสามข้อข้างต้น ในที่นี้จะเสนอวิธีแก้ง่วงตามสาเหตุดังกล่าวนั้น วิธีแก้ง่วงที่เกิดจากจิตสงบ (ตามลักษณะความง่วงข้อ ก. และ ข.) ซึ่งหลายข้อเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังสติ วิธีแก้ง่วงที่เกิดจากจิตสงบเกินไป ได้แก่ ๑. พักผ่อนเพียงพอ ในเวลากลางคืน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ๒. ถอนจิตด้วยการกำหนดรู้ปัจจุบัน ความง่วงเกี่ยวข้องกับสติ สติกำลังอ่อนลงจึงง่วง แก้ด้วยการการถอนจิต ไม่ให้จิตสงบเกินไป ให้จิตกลับมาสู่ระดับที่รู้ตัวมากขึ้น รู้ปัจจุบัน จะเรียกว่า ดึงจิต ยกจิต หรือปลุกจิต ก็ได้ ถอนจิตมีขั้นตอนดังนี้
๑. รู้สึกง่วง จิตก็รู้ว่าง่วง การกำหนดรู้ที่ได้ผลดีในการแก้ง่วง เช่น การกำหนดรู้ที่ส่วนประสาท โดยเฉพาะที่ผิวหนัง ว่าร้อน ว่าคัน ถ้ามียุงหรือมดมากัด ก็รู้ว่าคัน ว่าเจ็บ ถ้าไม่มีความรู้สึกใดเกิดขึ้น ไม่คัน ไม่เจ็บ ไม่มีแมลงมาไต่ตอม อาจจะขยับมือ ขยับเท้า ในขณะที่ขยับนั้น จิตก็คิดตาม รู้สึกตาม ถึงการขยับนั้น การกำหนดรู้ที่สำคัญอยู่ที่ การคิดตามหรือรู้สึกตามกับความรู้สึกหรือการขยับที่เกิดขึ้นนั้น ๓. ปลุกประสาทด้วยการสัมผัสร่างกาย ปลุกประสาท ด้วยการเขี่ยขนจมูกเบา ๆ โดยใช้วัสดุที่สะอาดและไม่เป็นอันตราย เช่น สำลี หรือปลายผ้า หรือจะเขี่ยรูหูด้านนอกเบา ๆ ก็ได้ การเขี่ยขนจมูกนี้จะทำให้ถึงกับขนลุกซู่ ตื่นตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ๔. พิจารณาความง่วง ถ้าง่วงมาก ดูเหมือนจะไม่ไหวแล้ว จะต้องไปนอนแล้ว ช้าก่อน... ลองพิจารณาดูความง่วง ตามดูไปเรื่อย ๆ ในที่สุดความง่วงจะหายไปเอง ๕. ภาวนา ท่องในใจว่า "ตื่นหนอ ๆ ๆ" ติดต่อกันไปสักครู่ จะตื่น สดชื่นแจ่มใส หรือในขณะขับรถก็ภาวนาว่า "เห็นหนอ ๆ ๆ" ๖. เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนอิริยาบถ เช่น เปลี่ยนไปอ่านหนังสือในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แสงสว่างเพียงพอ หรือเปลี่ยนไปทำงานที่ได้เดินไปเดินมา ถ้าง่วงในขณะนั่งรถเมล์ อาจจะลุกขึ้นไปยืน ๗. พากเพียร ความง่วงเป็นอนิจจัง ไม่ได้ง่วงติดต่อกัน ๒๔ ชั่วโมง มีง่วงก็มีหายง่วง เมื่อตื่นขึ้นมาก็อ่านหนังสือ ทำความเพียรต่อไป ไม่มีอะไรมาก ๘. เพิ่มออกซิเจน เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้ร่างกาย หายใจเข้าออกลึก ๆ ติดต่อกันประมาณสามนาที สมองจะปลอดโปร่ง สดชื่น พร้อมที่จะทำงานต่อไป ในขณะนั่งสมาธิก็สามารถทำได้เช่นกัน ๙. เพิ่มความเร็วในการทำงาน เช่น อ่านหนังสือแล้วง่วง ก็อ่านให้เร็วขึ้น ๑๐. หักมุม เปลี่ยนอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ในทันทีทันใด เช่น ความฉงน ความแปลก ความสวยงามเป็นพิเศษ ฯลฯ ๑๑. ถูกรบกวน การอยู่ในที่ ๆ ถูกรบกวนอยู่ตลอด หรือมีปัญหา จะทำให้หลับไม่ได้เลยทีเดียว ๑๒. เคลื่อนไหว เมื่อรู้ว่าตัวเองง่วง ให้เคลื่อนไหวร่างกายอย่าให้ความง่วงครอบงำได้ เช่น นั่งอ่านหนังสืออยู่ก็โยกตัวเหมือนนักมวยหลบคู่ต่อสู้ยังไงยังงั้นเลย หรือออกเดินเสมอ ๆ ทุก 10-15 นาที ๑๓. สร้างอารมณ์ กระตุ้นสร้างอารมณ์ที่สร้างสรรค์เพื่อชนะความง่วงความขี้เกียจเฉื่อยชา ซึ่งเป็นวิธีสร้างแรงจูงใจ อารมณ์ที่เราจะสร้างคืออารมณ์ที่เป็นอริกับความง่วง เช่น ความอยากปรารถนา ความมุ่งมั่น ความอดทนฮึดสู้ กลยุทธ์ที่จะสร้างอารมณ์ เช่น การตั้งคำถาม การสั่ง การชม การวิงวอนขอร้อง การเปรียบเทียบ การคาดการณ์ในอนาคต การคิดถอยหลัง ฯลฯ เราทำกับความคิดจิตใจของเราเอง พูดบอกตัวเอง ด้วยความยินยอมยินดีของใจเราเอง จะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ได้ ค้นหาว่าคำ วลี หรือประโยคใดที่ใช้ได้ผลกับเรา แค่เพียงประโยคสั้น ๆ ก็มักจะใช้ได้แล้ว ตัวอย่างเช่น "ฉันจะไม่ยอมแพ้แก เจ้าความง่วง" "ฉันอยากจะ....(ตามด้วยเป้าหมายความฝันของเรา หรือคุณค่าความสนุกในงานชิ้นนั้น)" "ฉันจะ...." "ฉันต้องการ..." ฯลฯ การสร้างอารมณ์มักได้ผลดีในช่วงสั้น ๆ เพราะเป็นการใช้พลังงานของร่างกายของสมองมากกว่าปกติ ถ้าเมื่อไหร่ที่อารมณ์ตกลงสู่ระดับปกติความง่วงจะกลับมาและจะรู้สึกอ่อนเพลีย ความพอดีพอเหมาะพอควรเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง ไม่ฝืนร่างกายเกินไป แต่ก็อีกนั่นแหล่ะการจะชนะความง่วงหรืออุปสรรคไปสู่ความสำเร็จได้ ส่วนมากเราจะต้องอุตสาหะมากกว่าปกติ นอกจากนั้นแล้ว การสร้างอารมณ์สามารถสร้างได้ซ้ำอีกเมื่อเราต้องการ ถ้าสร้างต่อเนื่องบ่อยครั้ง ผลที่ได้อาจจะมีพลังมาก เช่น จะได้ความมุ่งมั่นที่มีพลัง แต่ถ้าสร้างซ้ำแล้วไม่ได้ผลดีก็ควรเปลี่ยนกลยุทธ์หรือไปแก้ง่วงด้วยวิธีอื่นแทน ๑๔. เคี้ยวพริก นำพริกขี้หนูหรือพริกหอมสด มาสักหนึ่งเม็ด จะใช้เมื่อใดก็ตัดเป็นชิ้นยาวประมาณ ๐.๕ ซ.ม. ถ้ากลัวเผ็ดก็ตัดเล็กกว่านั้นก็ได้ จะอมหรือเคี้ยวก็ได้ จะได้ผลดีถ้าให้พริกอยู่บนโคนลิ้น ไอระเหยของพริกจะลอยขึ้น ความเผ็ดจะแทรกซึมแผ่ซ่านจากโคนลิ้น ได้ผลทันที กากของพริกควรคายทิ้งไป ๑๕. ร้องเพลง เมื่อง่วงขณะขับรถ เราอาจจะร้องเพลงออกมา บ่นพึมพำ พูด อยู่คนเดียวก็พูดได้ จะออกเสียงหรือไม่ก็ได้ สักพักหนึ่งเราจะชนะความง่วงได้ ๑๖. ขยับนิ้ว เมื่อนั่งสมาธิแล้วเกิดง่วงหรือจะเคลิบเคลิ้มจนขาดสติ เราอาจจะขยับนิ้ว หรือขยับมือกำปล่อย เพื่อเรียกสติกลับมา ๑๗. ละความง่วง มี ๒ แนวทาง ๑. เริ่มจากเห็นด้วยจิตว่าความง่วงมาเกาะตัวเกาะจิตใจ มากดทับ ก็ให้ละทิ้งมันไป สลัดทิ้งมันไป หรือเดินจากมันด้วยความสดชื่นแจ่มใส หรือ ๒. อาจจะแยก ด้วยการมองความง่วงให้เห็นว่าเป็นคนละส่วนกับจิตใจ แล้วละ คือการทิ้ง การวางความง่วงนั้น ไม่เก็บไว้ เมื่อรู้สึกง่วง ก็แยก แล้วละความง่วงนั้น ๑๘. เขียน ความง่วงที่มารบกวนในขณะฟังบรรยาย อาจจะแก้ไขได้ด้วยการเขียนบันทึกสิ่งที่ฟังลงบนกระดาษ เป็นคำหรือวลีที่สำคัญ ๆ ตลอดการฟัง ๑๙. อ่านในใจ ขณะขับรถแล้วง่วง ให้อ่านข้อความต่าง ๆ อย่างคร่าว ๆ และรวดเร็ว ตลอดระยะทาง ไม่ว่าจะเป็น ป้ายจราจร ป้ายโฆษณา และเลขทะเบียนรถยนต์ของรถคันข้างหน้า ๒๐. นึกถึงงานที่จะต้องทำ อย่างเช่นในตอนเช้า รู้สึกตัวแต่ยังนอนอยู่ จะให้ตื่นขึ้น นอนต่อไม่ลง ก็ให้นึกถึงสิ่งที่จะต้องทำในวันนั้น ซึ่งรวมถึงนัดหมาย หรือปัญหาในปัจจุบัน ๒๑. ใช้อุปกรณ์ปลุกเตือน เสียงนาฬิกาปลุก เสียงแตรรถยนต์ แสงสว่างจากหลอดนีออน ฯลฯ ก็สามารถช่วยทำให้ตื่นได้ ๒๒. ทำกิจกรรมที่สนุกแปลกใหม่ ในระหว่างทำงาน เราก็หาอะไรสนุก ๆ แปลกใหม่สำหรับตัวเรา ทำไปพร้อม ๆ ไปด้วยเลย เช่น ฟังเพลงไป ทำงานไป หรือถ้านั่งหน้าคอมพิวเตอร์ สถานีวิทยุก็มีการถ่ายทอดผ่านอินเตอร์เน็ต ฟังเพลงและดูภาพดีเจกันแบบสด ๆ ที่เรียกว่าเว็บแคม ๒๓. อัดฉีดความกระชุ่มกระชวย ยังมีวิธีกระตุ้นให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยการอัดฉีดบางอารมณ์เข้าไป นิดหน่อย เพียงช่วงสั้น ๆ เช่น ความวิตกกังวล ความเป็นห่วง หรือความไม่พอใจ หลังจากนั้นจะทำงานได้ดี แม้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานหรือการอ่านหนังสือของเราสักเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้จิตใจตื่นขึ้นมา และสมองกระปรี้กระเปร่า ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไประยะหนึ่งทีเดียว ๒๔. บอกตัวเอง เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ถึงเวลาต้องตื่นแล้ว แต่ยังอยากนอนต่ออีก อากาศช่างน่านอนเสียจริง ๆ ในกรณีนี้ถ้านึกสนุกอยากจะตื่นขึ้นจริง ๆ อาจจะคิดในใจ บอกตัวเอง (Self-talk) ด้วยประโยคอะไรก็ตาม ให้ลุกขึ้น ไม่มัวห่วงนอน แต่ถ้าอยากจะนอนต่อจริง ๆ ก็นอนไปเถอะครับ ๒๕. ตระหนักในภาระหน้าที่ การตระหนักในภาระหน้าที่ เช่น ค่าใช้จ่ายที่ต้องกินต้องใช้ ค่าเทอม หนี้สิน และการสอบ แม้ว่าด้านหนึ่งค่าใช้จ่ายที่สูงหรือภาระเหล่านี้จะทำให้ใจไม่สงบอย่างแท้จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นตัวผลักดันให้ตื่นตัว หายง่วง ๒๖. ทำใจให้สบาย ความตึงเครียดหรือการควบคุมตัวเองจนเกินไปทำให้ง่วงได้เช่นกัน จึงควรทำตัวทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย ถ้าสามารถทำได้ อยากจะทำอะไรก็ทำ อย่างนี้ก็ทำให้ไม่ง่วงได้เช่นกัน ๒๗. ตื่นและรู้ ในขณะที่หลับหรือง่วง แม้ว่าจะขยับร่างกายได้ แต่สติยังอ่อนกำลัง จะตื่นได้ก็ให้เรียกสติมาอยู่กับตัวอยู่กับปัจจุบัน เป็นร่างที่มีวิญญาณ รู้ก็คือรู้เรา รู้เขา รู้สถานการณ์ และรู้สิ่งอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น รู้ว่ามีสัญญาณบอกว่าฝนกำลังจะตก หรือระลึกได้ว่ามีกิจกรรมอะไรที่ต้องทำบ้าง ๒๘. อ่านออกเสียง ในการอ่านหนังสือ ถ้าอ่านเมื่อไหร่เป็นง่วงเป็นหลับ ให้ลองอ่านออกเสียงเบา ๆ จะเป็นการกำกับตัวเองให้ตื่นอยู่กับปัจจุบัน และเสียงอ่านก็เข้าหูด้วย ได้ความรู้ทั้งผ่านทางตาและหู ๒๙. ได้ฟังคำพูดไม่ดี การได้รับคำพูดที่ไม่ดี เช่น คำต่อว่าเสียดสี โดยที่เราไม่โกรธตอบ คำพูดไม่ดีนั้นอาจจะช่วยให้ตื่นขึ้นหายง่วงได้เหมือนกัน ๓๐. ทำงานให้เหมือนเล่นเกมส์ เมื่อเราเล่นเกมส์ที่เราสนุก ตื่นเต้น เล่นนาน ๆ ก็ไม่มีเบื่อ ไม่มีง่วง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ทำงานให้เหมือนเล่นเกมส์เสียเลย จะได้สนุกกับงานจนวางไม่ลง ๓๑. ละความง่วง "ละ" ในที่นี้หมายถึงไม่ติดใจ เช่นเมื่อกำลังอ่านหนังสือความง่วงเกิดขึ้นมาขัดขวางไม่ให้เรา่สามารถอ่านหนังสือได้ แล้วเราก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้น เป็นอันว่าเราไม่ง่วงเท่ากับเมื่อกี้แล้ว แต่จิตใจเรายังคิดว่าง่วง รู้สึกหงุดหงิดที่แพ้ความง่วงหรือที่ถูกความง่วงรบกวน และอยากจะหาอะไรดื่มหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ง่วง เป็นอันว่าเราละจากงานที่ทำ แทนที่จะละความง่วง เปลี่ยนใหม่เป็นดังนี้ ทันทีที่รู้สึกตัวขึ้น เราก็ละความง่วง ด้วยการไม่ติดใจในความง่วง แล้วลงมือทำงานต่อไป ละความง่วง ไม่ละงาน ๓๒. ดื่มกาแฟ ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน วิธีแก้ง่วงที่เกิดจากร่างกายอ่อนล้า (ตามลักษณะความง่วงข้อ ค.) มีรายละเอียดหลายรายการ ดังนี้ ๑. ง่วงเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า อาจจะดื่มน้ำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างเช่น ท้องเสียก็เป็นต้นเหตุทำให้ง่วงได้ เพราะร่างกายอ่อนเพลีย ๒. ส่วนคนทำงานกับคอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกเมื่อยตา เปลี่ยนอิริยาบถ หันไปมองอย่างอื่น ให้ดวงตาได้พักบ้าง หรือไม่ควรจ้องจอคอมฯ ต่อเนื่องนานเป็นชั่วโมง พักสายตาเป็นระยะก็น่าจะช่วยได้ ถ้าเป็นอะไรมากผิดปกติ ไปหาหมอดีกว่าครับ ๓. ง่วงเมื่อถึงเวลาที่เคยนอน ยิ่งถ้าเคยนอนกลางวัน ถึงเวลาก็มักจะง่วงทุกที อยากจะเปลี่ยนครั้งแรก ๆ ก็ต้องฝืนกันหน่อย เช่น เมื่อถึงเวลาเดิมก็ออกไปเดินเล่น ๔. ง่วงเพราะร่างกายปรับตัวไม่ทันก็มี เมื่อร่างกายเราทำงานหนัก หรือสมองทำงานหนัก เช่น ในขณะที่สมองมีความคิดมากมาย แล้วเราลงนั่งจะอ่านหนังสือทันที ร่างกายหรือสมองปรับตัวไม่ทัน จะง่วงง่าย ดังนั้นอาจจะเดินช้า ๆ หรือทำให้สมองปลอดโปร่งสบาย ๆ ก่อนเริ่มลงมืออ่านหนังสือ ๕. ง่วงหลังจากรับประทานอาหารอิ่ม ร่างกายต้องใช้พลังงานในการย่อยอาหาร อาจจะช่วยได้นิดหน่อยด้วยการรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ให้ดีคือออกไปเดินเล่น หรือทำกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จสักระยะหนึ่ง ประมาณ ๓๐ นาทีถึงหนึ่งชั่งโมง หลังจากนั้นค่อยมาลงมือทำความเพียรต่อไป ๖. การใส่แว่นสายตาที่ไม่เหมาะกับระดับสายตาในปัจจุบัน หรือนาน ๆ ใส่ที ก็เป็นสาเหตุทำให้ปวดเมื่อยบริเวณรอบดวงตาและง่วงไปในที่สุด การป้องกันความง่วง นอกจากแทนที่จะรอให้ง่วงแล้วค่อยแก้ เราสามารถป้องกันการง่วงนอน ตลอดเวลาในขณะที่ทำงาน ในหลายข้อเกี่ยวกับเรื่องสติ ๑. อยู่กับปัจจุบัน ด้วยการดำรงสติให้อยู่กับปัจจุบัน สติจะคอยเหนี่ยวรั้งจิตไม่ให้พลัดหลงไปไหนและไม่ให้สงบลงลึกเกินไป จึงป้องกันการง่วงได้ การดำรงสติเป็นศิลปะเฉพาะบุคคล หมายความว่า ให้ทดลองเอง ถนัดอย่างไรหรือแบบไหนที่ใช้ได้ผลสำหรับตน ใช้ได้ทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น การขยับมือหรือขยับร่างกายเป็นระยะ โดยที่จิตรับรู้การขยับนั้น หรือการฟังเพลง บางคนจะใช้ได้ผลดี ทำงานหรืออ่านหนังสือไปพร้อม ๆ กับฟังเพลงเบา ๆ เสียงเพลงจะคอยดึงจิตใจเราไว้ให้อยู่กับปัจจุบัน ข้อสำคัญคือความสนใจควรอยู่ที่งานอยู่ที่หนังสือเป็นหลัก เพลงเป็นอันดับรอง การกำหนดจิตอาจจะทำได้โดยการให้จิตจดจ่ออยู่ที่อายตนะ แล้วกำหนดเมื่อมีข้อมูลที่เป็นอายตนะภายนอกเข้ามาหรือเกิดความคิด เช่น ในขณะฟังเทศน์ ความสนใจดักอยู่ที่หู คอยจับเสียงพระเทศน์ เสียงเข้ามาก็กำหนด "เสียง" ใจเกิดความคิดก็กำหนด "คิด" หรือถ้าสามารถสวดได้ก็สวดตามไปด้วยเบา ๆ ในขณะขับรถจิตอยู่ที่ตาแล้วกำหนด "เห็น" เมื่อเห็นภาพต่าง ๆ ขณะขับรถ ๒. เตรียมและระวัง เช่นเรารู้ว่าเรามักจะง่วงขณะขับรถ ถ้าเป็นไปได้เราก็นอนให้พอ เตรียมขนมขบเคี้ยวเครื่องดื่มเย็น ๆ และในขณะขับรถเราก็ระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ให้ง่วงได้ ๓. เวลาทอง อีกวิธีที่ป้องกันการง่วงนอนได้คือเลี่ยงไปทำความเพียรในช่วงเวลาทอง ด้วยการสังเกตว่าในวันหนึ่ง ๆ โดยปกติช่วงเวลาไหนที่ไม่ง่วง บางคนอาจจะไม่ง่วงตอนกลางคืน ซึ่งก็ถือว่าเวลาที่ไม่ง่วงนั้นเป็นเวลาทอง เหมาะแก่การทำความเพียรที่สุด ๔. ยืน อาจจะยืนอ่านหนังสือยืนทำงาน และขยับร่างกายเป็นระยะ ก็สามารถแก้ง่วงได้ ทั้งยังทำงานได้รวดเร็วขึ้น ได้ผลงานดีขึ้นด้วย ๕. ทำงานให้น่าสนใจ เราคิดหาวิธีที่จะเปลี่ยนทัศนคติของเราที่มีต่องาน หรือทำให้รู้สึกตื่นเต้นท้าทายกับงาน (ไม่ใช่ตื่นกลัว) อาจจะลองตอบคำถามบางข้อต่อไปนี้ก็ได้
เป้าหมายทั่ว ๆ ไปของเราคืออะไร? ในอีกสามปีล่ะ? หนึ่งปี?
หรือในอีกหนึ่งถึงสามเดือนล่ะ? ๖. ดวงตา ขยับกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาหรือด้วยการเพ่งมอง ตั้งแต่ยังไม่ง่วง เช่น การขยับเปลือกตาบนขึ้นและลง ยักคิ้วข้างเดียวหรือสองข้าง หรือกระพริบตาพร้อมกันทั้งสองข้างติดต่อกันสองถึงสามครั้ง ขณะที่ขยับกล้ามเนื้อบริเวณดวงตาจิตก็สนใจและรับรู้ถึงการขยับนั้น ๗. ระวัง เพิ่มความระมัดระวังความง่วง ระวังมากกว่าปกติ ๘. ไม่ประมาท ทั้งที่ยังไม่ง่วง แต่ก็ประมาทได้เมื่อเราเริ่มหลับตา ยอมปล่อยให้เข้าสู่วงจรของความง่วง ดังนั้น ถ้าไม่อยากง่วงหลับไปก็ไม่หลับตา จึงเรียกว่าไม่ประมาท หมายเหตุว่า กระพริบตากับหลับตา ในที่นี้ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไป ยังไงคนเราก็ต้องกระพริบตา กระพริบตาคือปิดตาแล้วลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหลับตาคือปิดตาเป็นเวลานาน สรุป ๑. ความง่วงที่ดีก็มี เช่น ง่วงขัดขวางไม่ให้เราทำไม่ดี หรือช่วยให้เราปลอดภัย ๒. ความง่วงที่เป็นกลาง ๆ ก็มี เช่น ง่วงเป็นสัญญาณบอกว่าร่างกายต้องการการพักผ่อน หรือง่วงเพราะมองจอคอมพิวเตอร์นานจนตาล้า ๓. ความง่วงเป็นด่านทดสอบอย่างหนึ่งได้ด้วย ความง่วงนี้จะขวางไม่ให้เราทำความดีขั้นสูงขึ้นไปได้ หรือขวางไม่ให้เข้าสู่ทางแห่งความสำเร็จที่สำคัญได้ ความง่วงนี้เป็นธรรมดาของการเป็นมนุษย์ ๔. วิธีที่เลือกใช้อาจจะใช้ได้ผลเพียงระยะหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ผลอีก เรียกว่าดื้อยา ถ้าเป็นดังนี้ให้เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่น วิธีไหนใช้ได้ผลดีก็ใช้วิธีนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วก็เปลี่ยน ยังกับทำไร่เลื่อนลอยแน่ะ :) ๕. นึกถึงข้อจำกัดของร่างกาย หรือของวิธีนั้น ๆ ด้วย เช่น การยืนจะไม่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือข้อเข่าไม่แข็งแรง การเสียบหูฟังเพื่อฟังเพลงต่อเนื่อง เป็นเวลานานอาจจะมีผลกระทบกับอวัยวะที่บอบบางภายในหู หรือผลกระทบของกาแฟที่มีต่อสุขภาพ ๖. ความง่วงที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันด่วน ง่วงอย่างผิดปกติ หนังตาหนัก ง่วงเหลือเกิน ทำอย่างไรก็ไม่หายง่วง โดยทั่วไปใจมักจะไม่ง่วง พยายามฝืน เช่น ง่วงตอนตัดผม ง่วงขณะขับรถ ฯลฯ ลักษณะนี้อาจจะเป็นวัตถุกรรม จะประวิงเวลาหรือลดสติปัญญาในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อพร้อมที่จะให้เราชดใช้วิบากกรรมอันหนึ่งอันใด วิธีการคือให้หลีกเลี่ยงจากสถานการณ์นั้นหรือสถานที่นั้นโดยเร็วที่สุด (ดูเพิ่มเติมที่วิธีแก้กรรม) ๗. "การตื่น" ชนะ "ความง่วง" |
||||
บทความที่เกี่ยวข้อง: Free to read or republish. 2009 by forThais.org. |
||||