ชนะคำพูด (ฉบับเก่า)

โดย สาระ
ปรับปรุง ๘ เม.ย. ๒๕๕๕

 

เมื่อเผชิญกับคำพูดไม่ดี แล้วใจเราเป็นอิสระ ใจสงบ เบาสบาย ไม่ทุกข์ ไม่หวั่นไหว ไม่รู้สึกถูกกดดัน คงดีไม่น้อย

การพูดที่ไม่ดี คือ การสื่อสารหรือแสดงออกด้วยคำพูด ตัวหนังสือ ท่าทาง การปฏิบัติ หรือผ่านสิ่งของ ของฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้พูดหรือผู้ส่งข้อความ ไปยังอีกฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่าผู้ฟังหรือผู้รับข้อความ โดยที่ผู้ฟังไม่พึงพอใจ หรือไม่ต้องการ แม้ว่าข้อความนั้นแท้จริงแล้วจะเป็นข้อความที่ดี เป็นประโยชน์ เป็นกลาง ๆ เป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ รวมทั้งไม่คำนึงว่าผู้พูดจะเป็นคนดีมีเจตนาดีหรือไม่

การพูดไม่ดีตามความหมายข้างต้นจึงเป็นไปได้ทุกอย่าง ที่ทำให้ผู้ฟังไม่พึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็น คำตำหนิ ซ้ำเติม รบกวน ขัดจังหวะ ขัดใจ ดื้อ เรียกซ้ำ ๆ เร่งรัด ปฏิเสธ เฉยเมย บอกกล่าว ทวงถาม ตามงาน(ไล่ต้อน) หัวเราะเยาะ สั่ง กำหนด (Dictate) จับผิด ซักไซ้ไล่เบี้ย คาดหวัง กดดัน สบประมาท ดูถูก ไม่เห็นคุณค่า ไม่ให้ความสำคัญ ลดคุณค่า บ้าดีเดือด แสดงความคิดเห็น ชื่นชม ฯลฯ รวมทั้งความทรงจำและทัศนคติต่อบุคคล ที่ทำให้ใจเราไม่สงบหรือไม่พึงพอใจ

ดังนั้น จะเป็นคำพูดที่ดีหรือไม่ดี จึงขึ้นอยู่กับการตีความของผู้ฟัง

ความทุกข์จากคำพูดไม่ดีเกิดขึ้นเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์กับผู้พูด ในทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งผู้พูดอาจจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน หรือเราไปสะกิดให้เขาพูด

ผลที่เกิดขึ้นกับผู้ฟังหลังจากได้รับฟังคำพูดหรือเห็นท่าทางที่ไม่ดี ได้แก่ 

  • จุกเจ็บที่หัวใจ หรืออึดอัดบริเวณหน้าอก
  • ใจสั่น
  • หน้าเจื่อน อึ้ง พูดอะไรต่อไปไม่ออก
  • ความเชื่อมั่นในตัวเองลดลง
  • เหนื่อยอ่อน
  • ปวดหัว
  • หน้าตึงชา กำลังใจและความเชื่อมั่นถดถอย
  • มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้พูด
  • กลัว ระแวง ใจไม่สงบ
  • เครียด ร้อนใน
  • หงุดหงิด
  • รำคาญ

ผลที่เกิดขึ้นกับผู้พูด ได้แก่

  • เสน่ห์ ความนิยมชมชอบ ความรัก ลดหมดไป
  • ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อผู้ฟัง ถูกบั่นทอน
  • การสนับสนุนเกื้อกูลจากผู้ฟังลดลง อันมีผลต่อความก้าวหน้าในงานอาชีพ หรือความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

การที่คนอื่นพูดแล้วเราอึดอัดไม่พอใจ เปรียบเหมือนการถูกงูกัด   การหลีกเลี่ยงและการมีสติระวังสามารถช่วยให้ไม่ถูกงูกัดได้ แต่ถึงกระนั้นถ้าเรายังต้องไปเจอะเจอ  งูต้องกัดเป็นธรรมดา และเมื่อถูกงูกัดแล้วเรารีดพิษออก รักษาได้ ก็ไม่มีอะไร

การชนะคำพูด หมายถึง เมื่อมีใครมาพูดไม่ดีกับเรา แล้วเราไม่ทุกข์ใจ ไม่โกรธ ไม่เสียใจ คือชนะกิเลสภายในได้บางส่วน ซึ่งก็คือชนะความโกรธและความเศร้าโศกเสียใจ ไม่หวั่นไหวต่อคำพูดคนอื่น

การชนะคำพูด ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเงียบ ต้องยอม หรือไม่โต้แย้ง  เมื่อชนะคำพูดแล้วจะโต้แย้งหรือไม่ ก็ได้ทั้งนั้น  ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์หรือมีความจำเป็น ก็ควรต้องอธิบาย ต้องให้ข้อมูล ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายหรือบุคคลที่สามจะเข้าใจผิดได้  การโต้แย้งด้วยเหตุผล ตามความจำเป็น จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ  แต่ถ้าโต้แย้งด้วยความโกรธก็ควรหลีกเลี่ยง

ความพยายามในการชนะคำพูดที่จะกล่าวถึง มีทั้งที่เป็นการปรับกายวาจาใจของเราเองฝ่ายเดียว และที่เป็นวิธีที่มีความพยายามกับอีกฝ่ายหนึ่งด้วย วิธีต่าง ๆ มีดังนี้

๑. หลีกเลี่ยง

ในการหลีกเลี่ยงมีทางเลือกต่าง ๆ ได้แก่

ก. หลีกเลี่ยงที่จะพบเจอ สนทนากับคนที่พูดไม่ดี หรือพยายามไม่ให้ครบองค์ประกอบ ๓ สิ่งคือ เขา เรา และวัตถุกรรม เป็นวิธีดั้งเดิมที่ได้ผลในการป้องกันไม่ให้เขาพูดไม่ดี

แต่ถ้าจำเป็นต้องเจอกับเขา ก็พูดให้น้อย ใช้เวลากับเขาเท่าที่จำเป็น ไม่พูดเล่น ไม่ตำหนิตัวเอง ไม่นั่งในตำแหน่งที่ไม่ดี จะลดโอกาสที่จะได้ฟังคำพูดที่ไม่ดี แม้พูดน้อยแล้วบางครั้งก็ยังถูกกัดได้ แต่โอกาสที่จะถูกกัดจะลดลง

หากอยู่ในสถานที่ที่เขามักจะพูดไม่ดี หรือเขากำลังเริ่มเข้าเรื่องที่จะพูดไม่ดี ควร "เดิน" อย่าอยู่นิ่งหรือใช้เวลากับสถานที่นั้นนาน ถ้าออกจากที่นั้นได้ อย่ารีรอ รีบออกจากสถานที่นั้นไป

ไม่ควรระวังมากจนเกร็ง เพราะธรรมชาติของงูต้องกัด เราห้ามงูไม่ให้กัดไม่ได้ อย่าไปกลัวมาก

ด้วยการหลีกเลี่ยงจึงพ้นไปได้บ้าง แต่เรายังหวั่นไหวกับคำพูดคน หรือแม้ว่าเราไม่หวั่นไหวหรือรู้สึกนิดหน่อย การหลีกเลี่ยงงูก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำ คือเห็นกระบวนการ ชิ่งหนีก่อนที่งูจะกัดได้
แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ งูอาจจะมากัดเราในขณะที่ไม่ทันตั้งตัวและไม่ให้เราหนีไปไหน ก็มีอีกสองทาง  หนึ่งคือในครั้งนี้ถูกงูกัดไม่เป็นไร แต่ต่อไปให้เพิ่มความรู้ทันงู รู้จักงูแต่ละพันธุ์และลักษณะการขบกัดของงูนั้น ๆ  คาดการณ์ล่วงหน้า หลบหลีกให้ว่องไวแนบเนียนขึ้น  หรือสอง ยอมรับเสียเถิด นี่แหล่ะความจริงของชีวิต งูมีได้ทุกหนแห่ง ปล่อยให้งูกัดซะเถอะ

กับคนที่มักพูดไม่ดี ถ้าเราอยากจะให้เขาพูดดีกับเราจริง ๆ อาจจะทำดังนี้ ๑. เมื่อจะพูดกับเขาก็ควรพูดแบบผู้ใหญ่ มีเหตุมีผล พูดด้วยใจสงบ หลีกเลี่ยงการพูดเล่นหรือแสดงอารมณ์จนเกินไป  ๒. ดูแลบุคลิก การแต่งกาย และการวางตัว ให้ดูดี ดูเหมาะสม  ๓. ดูความคาดหวังของเขา ว่าเขาเชิดชูคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร เช่น รวย ผลการเรียนดี สถาบันการศึกษามีชื่อเสียง ประวัติการทำงานดี อาชีพมั่นคง ตำแหน่งสูง ฯลฯ แล้วก็ทำตนให้เป็นเช่นนั้น   อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้สรรเสริญความคิดที่จะชนะคำพูดด้วยวิธีการตามที่ระบุข้อ ๑. ถึง ๓. ในย่อหน้านี้  เพราะไม่ใช่ทางแห่งความสุขที่แท้จริง   ผู้เขียนสนับสนุนให้ทำตัวเป็นธรรมชาติ สบาย ๆ เขาว่าก็เรื่องของเขา มันกิเลสของเขา ไม่เกี่ยวกับเรา เรามีความสุข เป็นอิสระ เรื่องการแต่งกายหรืออะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ ตามอัธยาศัย แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตฆราวาสก็เอาแบบกลาง ๆ ก็ดี ว่ากันตามกาละเทศะ ให้เกียรติเขาให้เกียรติสถานที่ ไปไหนเขาจะได้พูดดีต้อนรับเราดีหน่อย ติดต่อการงานอะไรก็จะได้ไม่ติดขัดเพราะเรื่องเหล่านี้    การมุ่งหวังอนาคตที่ก้าวหน้าแล้วตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน จนมีประวัติการเรียนและการทำงานดี ก็ดีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าทำเพียงเพื่อจะไม่ให้คนว่า

นอกจากนั้น เรายังสามารถอาศัยคนพูดไม่ดีเป็นครูช่วยฝึกสติให้เรา  เราจะกลายเป็นคน ๑. พูดน้อย และ ๒. ระวังการพูดการทำ ดูกาละเทศะ จะพูดจะทำอะไร เราจะตรวจสอบและคาดเดาความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น นึกถึงวัตถุประสงค์ของการพูด คิดหาวิธีในการติดต่อสื่อสารกันให้มีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบหลังจากการทำตามสิ่งที่เราพูด

ข. เลือกฟังเลือกดูแต่สิ่งที่ดี ๆ เป็นการเลือกรับข้อมูล (Input) ที่ดี

ค. ติดต่อผ่านตัวแทน จ้างพนักงาน หรือใช้เทคโนโลยีแบบที่ไม่ต้องติดต่อโดยตรง

การหลีกเลี่ยงขั้นสูงขึ้นไปคือการป้องกันความระคายเคืองใจ การเบียดเบียนกันและกัน หรือการมีประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่อกัน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปัจจัย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ

  • การระมัดระวังว่าอาจจะมีการเบียดเบียนกัน ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยหลายสาเหตุ เช่น เจตนา ไม่เจตนา และการเข้าใจผิดในการที่ควรหรือไม่ควร
  • การกวาดสายตาดู (Scan) และวิเคราะห์คนที่โดดเด่นในกลุ่มคนที่ยังไม่สนิทคุ้นเคยมาก ถึง ๑. คุณสมบัติ (Properties) อันโดดเด่นของเขา ซึ่งมักจะบ่งบอกความหมายอื่น ๆ ในแง่ลบด้วย  ๒. พิษ (คำพูดที่ไม่ดี) ที่เขาส่งไปยังคนอื่น ซึ่งเขาก็น่าจะทำกับเราได้เช่นเดียวกัน เมื่อใดที่เงื่อนไขนั้นเกิดขึ้น  
  • การคาดเดานิสัยใจคอของอีกฝ่ายในด้านที่อาจจะก่อให้เกิดความทุกข์แก่เรา โดยเฉพาะการปฏิบัติที่เด่นชัดของเขาในทางที่ไม่เป็นมิตร
  • การระมัดระวังคำพูดเมื่อรับรู้สัญญาณเตือน
  • การหลีกห่างหรือการตีจาก คนผู้ซึ่งวิเคราะห์แล้วว่าเขามีพิษ เช่น ฉลาดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวอย่างแรง พาล อาฆาต พาเราหลงทางเข้ารกเข้าพง เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม นิสัยของคนอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ควรให้โอกาสเขา
  • การระวังมากเกินไปอาจจะ เป็นการแล้งน้ำใจ ไม่สนับสนุนช่วยเหลือกัน หรือไม่ตอบแทนคุณ ทัดเทียมกับ ที่เขาเคยมีให้ด้วยน้ำใสใจจริงและอย่างสม่ำเสมอ
  • การเบียดเบียนกันจะเกิดขึ้นได้น้อยลง ถ้าในการทำการที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งสองฝ่ายยินดีหรือได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ต่างฝ่ายต่างเคารพสิทธิ์ของกันและกัน ฝ่ายที่อาจจะเบียดเบียนมีทัศนคติที่จะไม่เบียดเบียน รู้และหลีกเลี่ยงที่จะกระทบกระทั่งประเด็นที่อ่อนไหวหรือความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่าย ส่วนฝ่ายที่อาจจะถูกเบียดเบียน ควรรู้เท่าทัน มีสติ ระมัดระวังในการพูด และสามารถป้องกันตนเองจากการเบียดเบียน
  • ถ้าเรายังไม่รู้นิสัยใจคอเขาดีพอ เราอาจจะเลือกที่จะพูดกับเขาน้อยที่สุดไว้ก่อน ระวังและวิเคราะห์ผลของการเข้าสู่วงจรที่ประกอบด้วยวัตถุกรรม เขา และคำพูดของเราที่พูดถึงวัตถุกรรมนั้น

พอจะกล่าวได้ว่า การหลีกเลี่ยงขั้นสูงคือการป้องกันการเบียดเบียนกัน

๒. พูดน้อย

การพูดตามใจนึก เช่น นึกขำ เปิดเผยสบาย ๆ แนะนำประโยชน์ด้วยความปรารถนาดี พูดเดินเรื่องต่อเนื่องจากที่เขาได้เริ่มก่อน (สนทนาเข้าใกล้ประเด็นอ่อนไหวของเขา หรือแซวต่อเนื่องจากที่เขาแซวตัวเขาเอง) ฯลฯ   บ่อยครั้งที่เหมือนเป็นการตั้งลูกวอลเล่ย์บอลให้อีกฝ่ายหนึ่งตบ  ซึ่งเขาก็มีความคิดเห็นที่พร้อมจะปะทุออกมาหรือพูดไม่ดีตามอุปนิสัยของเขา   ในกรณีนี้ การประหยัดคำพูดและพูดด้วยความระมัดระวัง จึงดีกว่า

การพูดน้อยไม่ได้หมายความว่าไม่พูดเลย ยังมีหลายกรณีที่ต้องพูดและควรพูด เช่น ๑. เพื่อให้เขาเข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะทำร่วมกันหรือขอให้เขาทำ ใครเขาจะเข้าใจเราทุกเรื่องหากเราไม่พูดบอก  ๒. เพื่อเข้าไปช่วยกันเขาจะพลาดพลั้ง  ๓. เพื่อสอบถาม  ๔. เพื่อทักท้วงป้องปราม  และในอีกหลายกรณี

การแนะนำประโยชน์หรือโอกาสต่าง ๆ ให้กับใคร ควรดูคนและเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เพราะโอกาสนั้นอาจจะไม่เหมาะกับเขาจริง ๆ ก็ได้

เรื่องใดที่จะให้เขาทำ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรอธิบายเหตุผลสนับสนุนหรือให้ทางเลือก

โดยเฉพาะเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเป็นผู้มักตีความในแง่ลบ การพูดน้อยด้วยความระมัดระวัง แล้วนำเสนอข้อเท็จจริงที่ดีอย่างแท้จริงแล้ว ซึ่งสมควรที่ผู้ฟังจะยินดีพอใจและชมเชย แต่เขาอาจจะสนใจจุดอื่น มองเป็นแง่ลบ และพูดไม่ดีออกมา ในกรณีนี้ การไม่ให้ข้อมูลเพิ่มดังกล่าวแก่เขา อาจจะเป็นการดีกว่า

๓. สมาธิ

เมื่อถูกงูกัดแล้ว โดยที่สติไม่ได้ระวังตัว จะทุกข์ วุ่นวายใจ ใจไม่สงบ หรือเลยเถิดไปถึงโกรธทำให้ตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงก็มี  อย่างนี้เรียกว่าพิษงูแล่นเข้ามาในตัวแล้ว  วิธีแก้อย่างรวดเร็วคือ มองด้วยจิตว่าวุ่นวายใจตรงไหน ซึ่งก็คืออยู่บริเวณกลางอกใต้ราวนม ตรงนั้น จะรู้ได้ เหมือนมีกลุ่มหมอกควันปุด ๆ อยู่นั่น ให้จินตนาการหรือที่เรียกว่าสร้างนิมิต (หรือนิรมิต หรือเนรมิต) เห็นรูปตัวเองนั่งสมาธิอยู่ตรงนั้น ในเวลาอันสั้นกลุ่มควันปุด ๆ หรือความวุ่นวายใจเหล่านั้นจะหายไป  การสร้างนิมิตนี้เป็นทางลัดในการขจัดความวุ่นวายใจ โดยที่ไม่ต้องไปหาที่นั่งสมาธิ จะอยู่ในท่าไหนก็ทำได้ทันทีเลย

สรุปว่าใช้สติระวัง บางครั้งสติก็เอาอยู่ งูกัดก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าถูกงูกัดเข้าไม่ว่าจะมีสติอ่อนหรือเผลอก็ตาม ใช้สมาธิรักษา

๔. มุ่งมั่นที่จะชนะคำพูด พร้อมกันนั้นก็ละตัวตนไปด้วย

พยายามต่อไป จะชนะคำพูดได้มากขึ้น เห็นว่าไม่มีอะไร แต่ก็ไม่แกว่งมือเท้าให้งูกัดเสียเปล่า ๆ

การมีความมุ่งมั่น มีทัศนคติ มีความเข้าใจ ดังต่อไปนี้อยู่เนือง ๆ

  • คิดในใจเสมอ ว่าจะชนะคำพูดของคนให้ได้
  • พยายามมีสติอยู่ตลอดเมื่อเจอะเจอกับคน รู้ทันเมื่อได้ยินคำพูดที่ทำให้หวั่นไหว และไม่ประมาทคือไม่คิดว่าทำได้แล้วก็ประมาท
  • พิจารณาให้เห็นพระไตรลักษณ์ โดยเฉพาะในคำพูด ความโกรธ และความเศร้าโศกเสียใจ

อย่างไรก็ตาม การชนะคำพูด ที่สำคัญจะเกี่ยวข้องกับความสมดุลระหว่างการไม่ยึดถือความคิดเห็นของตนเองและการโอนอ่อนผ่อนตาม เรื่องนี้ขอให้ดูที่เขียนไว้ในบทความเรื่องอุปสรรค  

ขั้นนี้จะได้ผลมั่นคงยิ่งขึ้นถ้า มีความเข้าใจแจ่มแจ้งถึงพระไตรลักษณ์ของคำพูด และมีสติเสมอ

นอกจากนั้น อาจจะถูกทดสอบในขณะที่เผลอหรือกำลังใช้สมาธิกับสิ่งอื่นอยู่ วิธีที่จะป้องกันได้คือการมีสติเสมอ พูดน้อย และการลดละตัวตน ส่วนถ้ามาขณะที่กำลังใช้สมาธิกับสิ่งอื่นอยู่ก็ให้วางงานที่กำลังทำสักครู่แล้วให้หันไปหา ตั้งใจฟัง หรือให้ความสนใจเขา หรือในกรณีที่เราได้โกรธไปแล้ว และเริ่มรู้ตัว ก็ให้ใจเย็น ๆ พูดน้อย ๆ จะปลีกตัวหรือทำอย่างไรก็ได้ให้ใจสงบ

๕. ระวัง

เมตตาและไม่ประมาท - ชนะคำพูดด้วยความเมตตาและความไม่ประมาท

ความเมตตาเป็นการรวมกันของความเข้าใจ การให้อภัย การไม่คิดร้าย ไม่อาฆาตพยาบาท และความปรารถนาดี

ถ้าสัดส่วนของความเมตตามีอยู่มาก คำพูดที่ไม่ดีอาจจะไม่ทำให้ใจระคายเคืองได้

ในชั้นนี้จึงควรเจริญเมตตา ตัวอย่างเช่น ให้ความเมตตา ทำบุญให้เขา แผ่เมตตาหลังจากสวดมนต์หรือนั่งสมาธิ หรือแผ่เมตตาทุกครั้งที่นึกถึงเขา เป็นต้น  ความเมตตาก่อให้เกิดปิติสุข

นอกจากนั้น ควรต้องเตรียมใจไว้ สตินี่สำคัญ ไม่ประมาท ตั้งหลักรอไว้เลย  ต้องไม่เป็นชาวนากับงูเห่า เมตตาธรรมอย่างเดียวไม่ได้เป็นยาสารพัดนึก  ต้องมีความไม่ประมาทควบคู่ด้วยเสมอ

เมื่อรู้ทันตื่นตัวเมื่อใด ให้ถอนใจออกจากสิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจนั้น เผื่อใจไว้บ้าง ก็จะช่วยได้ระดับหนึ่งทันที

อีกทางหนึ่ง ถ้าคุณไม่อยากให้งูนั้นกัดเอา เรียกว่าระวังเข้าทาง รู้ทางงู มีสติ ไม่เผลอ

นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดโอกาสที่เขาจะตีความผิดในแง่ลบ จึงควรต้องระมัดระวังในการสื่อสาร

ยอมรับว่าจะไม่ประมาทเลย ไม่ใช่เรื่องง่าย การจะหลุดบ้างถูกงูกัดเอา ไม่ใช่เรื่องใหญ่  เมื่อพลาดพลั้งแสดงว่าเราจริงจังหรือเผลอไปหน่อย ให้ถอนใจออกมานั่นเอง

และการปรับรูปแบบการตอบสนองของเรานั้นควรพยายามจูงเข้าสู่หลักแห่งความพอดี

อย่างไรก็ตาม ในของเสียก็มีของดี  ในคำพูดหรืออีเมล์ที่น่ารำคาญก็มีอะไรดี ๆ ปนมาได้ ถ้าเรากรองเอาแต่ของดี ของเสียก็อโหสิกรรมแผ่เมตตาให้  ของดีที่ว่าเช่น ได้โอกาสทางธุรกิจการงานที่ดี  ได้รับรู้ความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง  หรือได้รับรู้ความเห็นของเขาซึ่งเป็นตัวแทนของคนอื่นอีกจำนวนมาก  ที่เข้าใจผิดอย่างนั้น ทำให้รู้ว่าเราควรจะต้องทำอะไรต่อไป เช่น ต้องประชาสัมพันธ์ทำให้คนทั่วไปได้รู้ข้อเท็จจริง เป็นต้น

อีกทั้งระวังว่าจะใช้เวลาไปมากเกินไปกับการจัดการกับคำพูดไม่ดีเหล่านั้น จนเราหลงทางที่เราจะต้องเดินไปสู่เป้าหมายของเรา

ยังมีอีกกรณีที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งตำหนิเรา  นอกจากการรับฟังการตำหนิยังมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นหลายเท่าคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังเกิดขึ้นนั้น  เป็นเรื่องของการพุ่งความสนใจไปยังจุดที่ควรจะเป็น และอาจจะรู้ได้ว่าการแก้ปัญหาข้อขัดข้องที่กำลังเกิดอยู่นั้น ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการมัวตอบข้อโต้แย้งเสียอีก ก็เป็นได้

ผลสุดท้าย - เป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญ   เมื่อเราได้รับรู้ความกังวลของอีกฝ่ายหนึ่ง  เราไม่ควรนำมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรในทันที  เราควรจะต้องคำนึงหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะประเมินผลลัพธ์สุดท้ายหลังจากการตัดสินใจด้วย  ตัวอย่างเช่น  เขาบอกว่าต้องประหยัด ใช่ว่าเราจะซื้อหาสินค้าเฉพาะที่ราคาถูก จนทำให้ได้สินค้าไม่ดี อย่างนี้เป็นต้น    และการจะปฏิบัติต่ออีกฝ่ายหนึ่งต้องให้สุภาพ มีศิลปะ รับฟัง พูดน้อย ใช้ปัญญาก่อนนำไปปฏิบัติ

สรุปว่า ที่เห็นจะเป็นหนทางหนึ่งคือ "มีสติ พูดน้อย ทำความเพียร"

รู้และระวัง - คิดดี พูดดี และทำดี แล้วยังไม่พอ  เพราะหากลืมระวังงู อาจจะถูกกัดได้ทุกเวลา งูเปรียบเปรยนี้เมื่อกัดแล้วอาจถึงกับทำให้จุกแน่นหน้าอกบริเวณหัวใจ จนต้องแก้ไขหรือปล่อยให้หายเอง  ทางที่ดีควรไม่ลืมเรื่องงู ตื่นตัว ระวัง   

เมื่องูพันธุ์เดิมตัวเดิมกัดบ่อย ๆ เกือบทุกครั้งที่เจอะเจอกัน  เมื่อเรากำหนดย้ำไปในจิตใจของเราให้รู้งูนั้น ๆ และเมื่อใดกำลังเข้าสู่วงจรที่เขาจะกัด ก็จะรู้โดยอัตโนมัติ จริงอยู่ไม่สามารถห้ามให้งูกัดได้ แต่การรู้ในเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้งูไม่สามารถทำอะไรจิตใจเราได้

ระวังอย่างเข้มงวดเกือบตลอดเวลา อาจทำให้ปวดหัวได้ จึงควรระวังแบบรู้ตัว สบาย ๆ

อีกแหล่งหนึ่ง หลวงพ่อจำเนียร สีลเสฏโฐ เคยเทศน์ไว้ว่า อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่หลายคนให้ระวังคำพูด

การระวังยังรวมถึงการเห็นกำแพง ความจริงและความสบายในมิตรภาพ และความเชื่อของบุคคลและสังคมด้วย

กำแพงเป็นเงื่อนไขที่แต่ละคนสร้างขึ้นอาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เพื่อเป็นระยะห่างระหว่างตนกับผู้อื่น กำแพงมีกว้างมีแคบมีแข็งมีอ่อน และกำแพงที่มีต่อบุคคลอื่นแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน คร่าว ๆ แต่ไม่เสมอไปคือ โดยมากถ้ากำแพงแคบและเบาบางก็จะเป็นคนเป็นกันเอง กำแพงแข็งก็จะเป็นผู้มีความเชื่อต่อสิ่งใดอย่างมั่นคง

ความจริงและความสบายในมิตรภาพ ได้แก่ ความจริงใจในการผูกสัมพันธ์ ส่วนความสบายคือการไม่ยึด การให้อิสระแก่ผู้ที่เราคบหา

ความเชื่อของบุคคลและกลุ่ม ได้แก่ ความเชื่อว่าอย่างใดเป็นมงคลอัปมงคล เหมาะสมไม่เหมาะสม ซึ่งความเชื่อเหล่านั้นจะมีผลให้เขายอมรับหรือปฏิเสธวิธีการแก้ปัญหา

๖. ปล่อยวาง

ละวางคำพูดที่ไม่ดีของเขานั้น  นั่นก็คือการไม่ใส่ใจ ไม่ติดใจ 

เมื่อเราได้ยินคำพูดที่ไม่ดี
ก. เราอาจจะย้อนกลับมาตรวจสอบเป้าหมายและวิธีการของเรา เมื่อเห็นว่าถูกแล้วควรแล้ว ก็ทำอย่างที่ตั้งใจต่อไป โดยที่จิตใจเราไม่ใยดีกับคำพูดที่ไม่ดีที่มารบกวนนั้นเลย แต่การปฏิบัติต่อผู้ที่พูดไม่ดีก็ควรทำด้วยความสุภาพ ไม่ให้ระคายเคืองกัน เพราะผู้พูดเขานั้นก็พูดออกมาด้วยความไม่รู้ ไม่มีสติพอที่จะกลั่นกรองทัดทานความคิดที่เกิดขึ้นของเขาได้ เขายังถูกบงการโดยความคิดไม่ใช่สติ
ข. อาจจะสังเกตดูที่ใจ ที่หัวใจ ที่หน้าอกของเรา  การละวางได้ใจจะสงบลง
ค. สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจเมื่อเราละวางได้แล้ว ใจจะเบาสบาย หลุดจากโซ่ตรวนความพะวงรู้สึกหงุดหงิดกับคำพูด  จึงมีความสุข เบา เป็นอิสระ และมีปัญญา สามารถดำเนินไปสู่สิ่งที่มุ่งหวัง

อีกแนวทางที่จะทำให้ปล่อยวางได้ก็คือการยอมรับความจริง ถ้าสิ่งที่เขาคิดเขาพูดออกมามันจริงก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

รวมความได้ว่าการปล่อยวางเกิดได้หลายวิธี  ได้แก่ ๑. เข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างแท้จริง ๒. เกิดขึ้นเอง  ๓. เป็นนิสัยอยู่แล้ว  ๔. สงบใจและใช้ปัญญา  ๕. ตามดูความกังวลนั้น  ๖. พิจารณาจนเห็นพระไตรลักษณ์ในความกังวลนั้น  ๗. ยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง  ๘. ตระหนักว่าไม่ใช่ของ ๆ เราเพียงผู้เดียว ๙. เห็นว่าเป็นปกติธรรมดา ๑๐. ยอมรับตำหนิหรือข้อบกพร่องของผู้อื่นที่เราจำเป็นต้องเกี่ยวข้องด้วย ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เหมือนการยอมรับการมีไฝอยู่บนผิวหนัง

"ติดใจ" ในคำพูดหรือประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับคน เป็นการที่ใจเราออกจากกายไปอยู่กับคนอื่น ไปอยู่กับอดีต ทำให้ใจไม่สงบสุข ที่ควรจะเป็นคือ "ไม่ติดใจ" หรือใจไม่ไปติดไม่ไปจับครุ่นคิดกับความทรงจำที่ไม่ดีเหล่านั้น แยกกันเด็ดขาด ใจอยู่กับปัจจุบัน เรียกใจกลับมาด้วยการทำความรู้สึกกับร่างกายนี้ คือมีสติอยู่กับปัจจุบัน

หรืออาจเรียกว่าการ "ไม่สนใจ" ไม่ใส่ใจ หรือตัดลดความเกี่ยวข้องทางจิตใจ

๗. ตามดู

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกอึดอัดใจเพราะคำพูดไม่ดีของคนอื่น ลองสงบใจแล้วใช้จิตดู ตามดูเจ้าคำพูดและความอึดอัดใจนั้น ว่ามาทางไหน เป็นไปอย่างไร หนักอยู่ตรงไหน เฝ้าดูต่อเนื่องสักระยะหนึ่ง จิตจะรู้ว่าคำพูดที่ไม่ดีนั้นจบไปแล้ว ความอึดอัดใจก็ค่อย ๆ จางหายไป เป็นอันว่าเห็นอนิจจัง และอนัตตา ไม่มีอะไรเลย ในที่สุดใจจะผ่อนคลายโดยอัตโนมัติ เหลือแต่ความสงบ และผงเถ้าของคำพูดนั้น...

หรือจะติดตาม "ดูใจ" ของเราเองไปเรื่อย ๆ

๘. อดทน

กับการถูกรบกวนกระทบกระทั่งด้วยคำพูด เหมือนมีคลื่นซัดโหมกระหน่ำ
ความอดทนเป็นวิธีแก้ที่สะดวกวิธีหนึ่ง ป้องกันไม่ให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบ

ทันทีที่ถูกกระทบ นึกในใจว่า "อดทน"

๙. เรียนรู้

อดทน นิ่งเฉย ไม่โต้ตอบ

พิจารณา จนเข้าใจเรื่องราว เหตุ ผล

เรียกว่าได้บทเรียน ควรหรือไม่ควร การระมัดระวัง ด้วยการดูอีกฝ่ายและตัวเราเอง จากสถานการณ์จริง

เมื่อก้าวข้ามไปได้ ใจเราจะรู้ได้เอง จะมีปิติสุข

เป็นอันว่า เกิดปัญญาและเมตตา แถมด้วยปิติเป็นรางวัล นี่เป็นผลของขันติ ความอดทน เป็นตัวนำ ตามด้วยการพิจารณา

๑๐. ให้อภัย

ก. ทางด่วนทางหนึ่งที่จะทำให้ใจสงบอย่างรวดเร็ว คือการให้อภัยหรือการอโหสิกรรม

"เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" ประโยคนี้ยังใช้ได้ดีในยุคปัจจุบัน

ข. นอกจากนั้น อาจจะนึกในใจว่า "ให้อภัย" หรือ "ยกโทษให้" ในทันทีที่ได้ยินคำพูดไม่ดี หรือเมื่อนึกถึงคำพูดไม่ดีนั้น

ค. ให้อภัย เหมือนพ่อแม่ให้อภัยลูก  แต่ก็ไม่ควรประมาทหรือวางใจ จนเกิดความเสียหายขึ้นได้

๑๑. อโหสิกรรมและแผ่เมตตา

อีกทางหนึ่งที่จะขจัดความหนักใจอันเกิดจากได้ฟังคำพูดที่ไม่ดี ด้วยการสงบใจ อโหสิกรรม แล้วแผ่เมตตาให้เขามีความสุข

๑๒. อุทิศบุญกุศล

การยกโทษหรืออโหสิกรรมให้แก่เขา เป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง เป็นบุญ เราอาจจะอุทิศบุญกุศลนี้ให้คนอื่น ๆ รวมถึงตัวเราเอง  สั้น ๆ ง่าย ๆ คืออุทิศให้สรรพสัตว์ในสากลโลก

นอกจากนั้น ขออธิบายเกี่ยวกับการจัดการกับความทรงจำในคำพูดหรือการปฏิบัติที่ไม่ดีของเขา รวมไปถึงทัศนคติที่เราเห็นจุดอ่อนตามจริงในตัวบุคคลนั้น โดยที่ความทรงจำนั้นมารบกวนจิตใจเราในบางครั้งหรือเกือบจะทุกครั้งที่นึกถึงเขา ทำให้เราไม่มีความสุขอย่างแท้จริง หรือร่วมด้วยกับการมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเขา การแก้ปัญหานี้ขอเรียกว่าการถอนพิษหรือทำลายพิษของความทรงจำที่ไม่ดี อาจทำได้ด้วยการนึกในใจเรา ขั้นตอนมีดังนี้คือ "ยกโทษให้เขา ขอโทษ และแผ่เมตตาให้เขา อุทิศบุญกุศลที่เราทำความดีในการยกโทษให้เขา แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย" ในบางกรณีทำครั้งเดียวก็ถอนพิษได้ แต่ในหลายกรณีต้องทำซ้ำ ในทุกครั้งที่ความจำนั้นเกิดขึ้นแล้วรบกวนจิตใจเรา ถ้าใครทำได้ผล จะเห็นว่าพิษเริ่มอ่อนลง แล้วทำซ้ำจนกระทั่งไม่รู้สึกถูกรบกวนจิตใจแม้ความทรงจำจะผุดขึ้นมาอีก

ในกรณีส่วนมากแล้ว สามารถละขั้นตอนการขอโทษและแผ่เมตตาให้เขา พิษก็ถูกถอนออกได้  ซึ่งจะทำให้เราสามารถถอนพิษด้วยเวลาอันรวดเร็วขึ้นอีก เพราะขั้นตอนน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ความทรงจำที่ถูกถอนพิษแล้วมักปรากฏขึ้นอีก และถูกจิตใจของเราปรุงแต่งให้กลับมีพิษอีกได้ ดังนั้น จึงควรหยุดการปรุงแต่ง อโหสิกรรม และอุทิศบุญกุศล

ส่วนการมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเขา เช่นว่า จะทำกับเขาเหมือนที่เขาทำกับเราหรือเลิกช่วยเหลือเขา ด้วยจิตใจที่มีทิฐิมานะ หรือมิจฉาทิฐิ อย่างนี้ก็ควรละทิฐิมานะด้วย

และโดยทั่วไป การอุทิศบุญกุศลนี้เปลี่ยนในจิตใจจากทัศนคติไม่ดีเป็นเฉย ๆ หรือเป็นข้อเท็จจริง

การอโหสิกรรมและอุทิศบุญกุศล บ่อย ๆ ทำจนคล่อง เมื่อต้องเผชิญกับคำพูดที่ไม่ดีแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ใจเราจะอโหสิกรรมให้ในทันที เป็นผลให้จิตใจและร่างกายผ่อนคลาย มีความสุข

นอกจากนั้น การอโหสิกรรมและอุทิศบุญกุศล สามารถถอนพิษจากสิ่งของที่แฝงด้วยความรู้สึกนึกคิดที่ไม่ดีได้อีกด้วย

มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่าการอุทิศบุญกุศล คือการมี "สติ" เช่น กำลังขับรถ เกิดมีความทรงจำที่ไม่ดีโผล่ขึ้นมา อย่างนี้ก็ควรสนใจตั้งใจขับรถก่อน มีสติกับงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน (๓๐) ว่าง ๆ จากงานที่สำคัญที่อันตรายค่อยอุทิศฯ ก็ได้

๑๓. ตีตัวเงินตัวทอง

ตัวเงินตัวทองหรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่าตัวเหี้ย เป็นเรื่องราวการเรียนธรรมะของพระโปฐิละก่อนสำเร็จอรหันตผล ซึ่งปรากฏในพระไตรปิฏก หาอ่านได้ทางอินเตอร์เน็ต ค้นหาด้วยคำว่า "พระโปฐิละ" หรือค้นหาจากหนังสือหรือเทปธรรมะ

เรื่องตัวเหี้ยเกี่ยวกับการชนะคำพูดอย่างไร?  พอจะสรุปสั้น ๆ ได้ดังนี้

เช่นว่า เมื่อมีคนเขาพูดไม่ดีกับเรา เราโกรธ เวลาผ่านไปแล้ว บางทีเราก็คิดหาทางว่าจะเอาคืนอย่างไร อย่างนี้เรียกว่าตัวเหี้ยมันโผล่ขึ้นมา

เราอาจจะรู้ได้เมื่อกัลยาณมิตรท่านสังเกตรู้ว่าเหี้ยมันโผล่ขึ้นมาในใจเราแล้ว หรือเรารู้ได้เองอย่างนี้เก่งมาก  ผู้เขียนก็ยังไม่ค่อยรู้ได้ทุกครั้งเลย  เมื่อรู้เข้าก็รู้ว่า นั่นแน่ เหี้ยโผล่อีกแล้ว

เหี้ยในที่นี้ก็คือกิเลสในใจเรานั่นเอง  ความไม่พอใจ โกรธ อาฆาต เป็นตัวเหี้ย

นอกจากนั้นตัวเหี้ยยังมีอีก เช่น ความเศร้าเสียใจ และวิภวตัณหา ความไม่ชอบคำพูดที่ไม่ดี

ประการหนึ่งที่สำคัญ คือว่าเรามีประตูถึงหกประตู ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  เราคุมไม่ไหว  มันหลายช่องทาง  เหี้ยมันโผล่ได้ทุกช่องทาง ดักตีมันไม่ไหว  ครูอาจารย์ท่านสอนวิธีง่าย ๆ คือดูอยู่ที่ประตูใจ เป็นหลัก เช่นว่า เมื่อใจมันเกิดนึกคิดวางแผนว่าจะเล่นงานเขากลับอย่างไร ด้วยอารมณ์โกรธ ก็ให้รู้ว่าเหี้ยโผล่แล้ว  แค่นี้แหล่ะ เรียกว่าตีเหี้ย  ตีที่ประตูใจ  ที่ประตูอื่น ๆ ก็ตีด้วยเมื่อมันเกิดโผล่มา

ต้องขอบพระคุณครูอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านสอนธรรมะจากยากเป็นง่าย

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวาย และการรบกวนเบียดเบียนกัน ทั้งด้วยเจตนาและไม่เจตนา ล้วนเป็นธรรมดาของสังคมมนุษย์ อันเป็นเหตุให้เราควรหาทางลดป้องกันและแก้ไขการรบกวนเบียดเบียนที่เข้ามา ด้วยใจที่ ไม่ประมาท รอบคอบ(ตรวจสอบฝ่ายเราเองด้วย) มีสติ ปลงตก ใจเย็น ไม่มีเหี้ยโผล่ ใช้ปัญญา และมีศิลปะ อันจะเป็นผลให้สามารถลดความเดือดร้อนและมีใจสงบ

วิธีที่ปฏิบัติในการป้องกันแก้ไขนี้ ต้องระวัง ที่จะไม่เป็นการรบกวนเบียดเบียนอีกฝ่ายหนึ่ง และก็ไม่เป็นการตัดลดโอกาสของตนเอง

คำว่า "ศิลปะ" ในที่นี้ ถูกนำมาพูดถึงในบางกรณี เช่น ไม่ยึดมั่นในความคิดเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งจนเกินไป เป็นต้นว่า "เห็นว่าเราต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น"  ถ้าเรายึดความเห็นนี้มากเกินไปจะทำอะไรก็มักจะติดขัด จิตใจไม่เป็นสุข เพราะจะมีบางสถานการณ์ที่จะต้องมีการเกินเวลา หรือมีผลกับอีกฝ่ายหนึ่ง  แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่เดือดร้อนรำคาญ และเราก็ไม่ทำอยู่ทุกครั้ง   เมื่อเราวางความเห็นดังกล่าวลง ยืดหยุ่น ผ่อนปรน ก็จะไม่ติดขัด จิตใจเป็นสุข อีกฝ่ายก็เป็นสุข อย่างนี้แหล่ะเรียกว่าศิลปะ

อย่างไรก็ตาม หากใช้ศิลปะในทางที่ผิดอยู่เสมอก็จะกลายเป็นเล่ห์เหลี่ยมหรือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นจนเป็นนิสัย ซึ่งต่างจากศิลปะที่กล่าวถึงทั้งในแง่เจตนา ผลกรรม และทำให้ทุกข์ใจในที่สุด

และก็อีกประการหนึ่งคือ สิ่งทั้งหลายมีความไม่แน่นอนประกอบอยู่ ที่ดูว่าเลวร้ายรุนแรงอาจจะไม่ถึงขั้นนั้นก็ได้ และในทางกลับกันก็เช่นกัน  การผลีผลามทำตามอารมณ์ตามความยึดมั่น อาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้าย  และหลาย ๆ เรื่องมีทางออกหากไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป

เรื่อง "ระวังงู" เป็นการระวังภายนอกระวังจุดอ่อนของคนอื่น แต่วิธี "ตีตัวเงินตัวทอง" เป็นการระวังจุดอ่อนของเรา ร่วมกับการพูดน้อยเพื่อให้ตรวจจับจุดอ่อนได้ไวขึ้น ความทุกข์คือความไม่สงบสุขของจิตใจ เป็นผลสุดท้ายที่เกิดจากเหตุการณ์เป็นลำดับ องค์ประกอบของความทุกข์นั้นเกิดจาก ๑. เหตุการณ์เริ่มต้น ๒. จุดอ่อนของเขา และ ๓. จุดอ่อนของเรา ในการนี้เราอาจจะระบุจุดอ่อนของเรา เพื่อให้รู้ว่าตัวใดจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน

๑๔. ไม่ลำเอียง

ถ้าเราสามารถละความลำเอียงไปได้ เพียงเหตุเพราะเขาพูดไม่ดีเป็นนิสัย  ความสุขและความอิสระแห่งใจจะเกิดกับเรา มากมายนัก

๑๕. ขำ

หัวเราะออกมาเลย ทึ่ง ว่าทำไมเขาถึงได้ว่าได้เก่งจริง ๆ มันน่าขำเสียนี่กะไร! ฮา ๆ ๆ  แต่ตอนหัวเราะต้องระวังหน่อย เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าเราบ้าได้ เอ้า ก็มันขำจริง ๆ นี่

ของแถมก็คือจะเห็นประเด็นหรือแง่มุมที่เขาจับมาว่าเรา ดูซิ เขาเก่งจริง ๆ เรารู้แล้ว ...

มันเหมือนโอ่งหรือเรือรั่ว รูเต็มไปหมด เราอุดรูนี้ รูโน้นก็รั่ว แต่ไม่อุดเลยก็รั่วใหญ่เลย

คุณไม่ต้องไปว่าเขากลับหรอก  ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้ถือโกรธอะไรแม้แต่น้อย ถ้าเราไม่เคยติดหนี้เขา กฎแห่งกรรมก็จะตามเขาไปเอง ถ้าลองจับเวลาดูอาจจะไม่เกิน ๑ ชั่วโมงด้วยซ้ำ

๑๖. ละตัวตน

การถือตัวตนหรือสำคัญตน เป็นต้นเหตุหนึ่งของความไม่พอใจที่เกิดหลังจากรับรู้คำพูดไม่ดีที่พาดพิงถึงเรา เมื่อถูกรบกวนขัดจังหวะ หรือเมื่อไม่ได้รับเกียรติอย่างที่เคย โดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม  ความรู้สึกของเราที่มีต่อคำพูดนั้นจึงเป็นตัววัดระดับความถือตัวของเรา

เมื่อพบว่ายังถือตัวตนอยู่ มีทางเลือก เช่น ๑. ลองทำใจให้สงบ มีสติ ดูใจเราเอง จะเห็นได้ชัด  แล้วก็วางความถือตัวตนของเราเสียตรงนั้น ทันที ละก็คือไม่ถือว่าเรามีตัวตน เมื่อไม่มีตัวตนแล้วเขาจะว่าอะไรได้เล่า แล้วจะได้ปัญญาเป็นของแถม (มีของแถมอีกแล้ว) เช่น เราควรจะทำอย่างไรเขาจึงว่าเราน้อยลง  ๒. ตามดูจิตใจของตนเองต่อไป อาจจะเห็นความรู้สึกสำคัญตน ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่หนึ่งที่จะต้องละทิ้งไป  ๓. ไม่ใส่ใจในคำพูดของเขา เพราะมันเป็นลักษณะนิสัยของเขา หรือเขาคิดผิด พูดผิดเอง แล้วใจเราก็วางลง  หรือ ๔. ลดเงื่อนไขลง ทำตัวสบาย ๆ

การจะปล่อยวางทำอย่างไร ให้ย้อนกลับไปดูข้อ "ปล่อยวาง" หลายวิธีของการปล่อยวาง

๑๗. แยกรูปแยกนาม ดูขันธ์ห้า

เมื่อได้ยินเขาพูดไม่ดี หรือนึกถึงคำพูดที่เขาพูดไม่ดี ลองดูว่าเขาว่าอะไรเรา ว่ารูปหรือนาม หรือขันธ์ใด  นอกจากนั้นยังทำให้รู้ระดับธรรมะของเขาด้วย

๑๘. ใช้สติปัญญา

ใช้สติปัญญาในขณะทำการงานทุกชิ้น เพื่อลดความผิดพลาดซึ่งเป็นประเด็นให้คนตำหนิได้ 

หรือการวางตัวไม่ให้สนิทสนมกับคนง่ายและเร็วเกินไป เพราะบางคนเขาเป็นคนชอบว่าคนเป็นนิสัย สนิทมากเขาก็จะว่าเอา ใช้ หรือพูดอะไรโดยไม่เกรงใจ

๑๙. ปล่อยผ่าน

ปล่อยกระแสแห่งโทสะหรือโมหะที่มากับคำพูด ให้ผ่านไป  ลักษณะเหมือนการขี่มอเตอร์ไซด์แล้วลมปะทะแล้วผ่านไป

๒๐. อยู่เหนือเสียงและอารมณ์

ในขณะที่อยู่ในวงสนทนาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง กดดัน อึดอัดคับข้องใจ ก็เห็นความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้น ราวกับว่าเป็นทะเลหรือพื้นน้ำ แล้วเราลอยอยู่ เหนือเสียงและอารมณ์ความขัดแย้งเหล่านั้น ไม่หวั่นไหว ไม่รวนเร ไปตามกระแสนั้น แต่กลับมีเหตุผลผล มีใจสงบเย็น และมีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

๒๑. วิเคราะห์คำพูดและผู้พูด

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อได้ยินหรือรับรู้คำพูดหรือการปฏิบัติที่ไม่ดีต่อเรา ให้พิจารณาทำความเข้าใจเขา เมื่อเข้าใจเขาแล้วก็จะรู้ว่า อ๋อ! เป็นอย่างนี้นี่เอง เช่นเข้าใจเกี่ยวกับ การเลือกจังหวะในการพูดคุย บุคลิกของเขา และเรื่องอื่น ๆ

ทันทีที่ได้ยินคำพูดที่ไม่ดี เราวิเคราะห์คำพูดนั้นและผู้พูด ว่าเขาพูดเช่นนั้นเพราะอะไร เช่น เจตนาดีหรือไม่ กิเลสตัวใดหรือเปล่า (โกรธ เห็นผิดยึดมั่นถือมั่น หรืออื่นใด) พูดเล่นด้วยความรู้สึกสนิทสนม พูดตามความคิดโดยไม่ได้กลั่นกรอง เป็นต้น และอาจวิเคราะห์องค์ประกอบที่เขาใช้เป็นฐานความคิดก่อนตัดสินใจพูดออกมา ซึ่งจะเกี่ยวกับ อุปนิสัย อารมณ์ และความคิด เช่น ความชอบ ความไม่ชอบ ความคาดหวัง ความต้องการ ความกลัว ความกังวล ความเดือนร้อน หรืออื่น ๆ

๒๒. ไม่น้อยใจ และทำความดีต่อไป

คำพูดที่ไม่ดีมักมีอำนาจทำให้เราเสียความรู้สึก และผลักดันให้เราล้มเลิกการทำดี   เราควรข้ามผ่านการคิดน้อยอกน้อยใจ ฝืนทำความดีต่อไป ด้วยสติและปัญญา ในที่สุดเราก็จะรู้เองว่าเราชนะคำพูดได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

ถ้ากำลังใจถดถอย และต้องการจะสร้างกำลังใจให้เต็มฟูดังเดิม ก็อาจใช้วิธีที่สร้างสรรค์และเคยใช้ได้ผลเสมอ ๆ

๒๓. เป็นอิสระและทำตามบทบาทหน้าที่

ทำตัวให้เป็นอิสระ ด้วยการหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ ไม่รับเงินหรือสิ่งของจากใครฟรี ๆ และทำหน้าที่ของตนให้ดี จะได้ไม่เป็นเหตุให้ผู้ให้มาบังคับควบคุม ทำให้เราไม่สามารถทำตามบทบาทหน้าที่ได้เต็มร้อย  และอีกประการหนึ่ง หากอยู่ในสังคมมนุษย์ เราควรต้องวางตัวให้เหมาะกับบทบาท และไม่ปล่อยใจให้อ่อนแอ บ่นอ้อนวอนขอการให้เกียรติเห็นใจจากผู้ใด  ให้เราเป็นอิสระและทำตามบทบาทหน้าที่ให้ดี

๒๔. มองไปข้างหน้า

มองไปยังเป้าหมายของเรา หน้าที่ สิ่งที่เราต้องทำ ควรทำ หรือควรใจจดใจจ่อ

๒๕. เข้มแข็ง

ทำจิตใจให้ "เข้มแข็ง" รู้ตัวตลอดตั้งแต่เขาเริ่มพูดไม่ดีกับเรา ในหลายกรณีไม่จำเป็นต้องโต้ตอบหรืออธิบายอะไร

การทำให้จิตใจเกิดความเข้มแข็ง ทำได้หลายวิธี เป็นต้นว่า ๑. อดทนจนเกิดเป็นความเข้มแข็ง ๒. เข้มแข็งเป็นอุปนิสัย และ ๓. มีตัวผลักดัน เช่น เข้มแข็งเพราะอะไร เพื่อใคร หรือเพื่ออะไร  อย่างเช่น เข้มแข็งที่จะทำความดีทำหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วง

หากมีความเข้มแข็งเพียงพอ คำพูดไม่ดีจะไม่สามารถทำให้ใจเราหวั่นไหวได้

๒๖. จิตเป็นอิสระ

เรียกสั้น ๆ ว่า "จิตอิสระ" ด้วยความพยายามประคองจิตให้เป็นอิสระเสมอ ๆ ไม่เกาะเกี่ยว ไม่ครุ่นคิด ถึงคำพูดที่ไม่ดีหรือการปฏิบัติที่ไม่ดีของผู้หนึ่งผู้ใด

จิตอิสระยังรวมถึงการที่จิตไม่เกาะเกี่ยวบางสิ่งมากเกินไป  เช่น ฟังเพลงต่อเนื่องอย่างไม่มีการหยุดพัก ค้าขายทุกสิ่งโดยไม่มีการบริจาคหรือสนใจทำอย่างอื่น    คำว่า "มากเกินไป" หมายถึง ไม่หยุดหย่อน จะเอาทั้งหมด ไม่สามารถควบคุมกายใจของตนเองได้ และกำลังเข้าสู่ภาวะของความโลภ หลง โกรธอาฆาต ฯลฯ

๒๗. ยอมรับในความไม่สมบูรณ์และธรรมะของเขาและเรา

มนุษย์น้อยคนที่ดีไร้ที่ติ ส่วนมากมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เมื่อพิจารณาหรือด้วยวิธีใดก็ตาม โดยปราศจากอคติอาฆาตแค้น จนกระทั่งยอมรับความเป็นจริงของความไม่สมบูรณ์ของผู้ที่พูดไม่ดี จะเป็นผลให้เกิดความเข้าใจ เห็นใจ และมาตรฐานหรือเงื่อนไขในจิตใจของเราลดลงเอง ใจจะสงบและมีความสุข

กับเหตุการณ์หนึ่ง ๆ มักจะทำให้เรารู้ระดับธรรมะและทักษะ ทั้งของเขาและเรา ณ ขณะนั้น  ธรรมะที่ว่าเช่น อุปาทาน ความเห็นแก่ตัว และการมีน้ำใจ เป็นต้น ส่วนทักษะ ได้แก่ ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับ การควบคุมอารมณ์ การไม่เชื่อความคิด และการพูดให้ผู้ฟังประทับใจ

ถ้าความไม่ดีของเขาไม่ได้ร้ายแรงอะไร ก็น่าจะมองข้ามไป สนใจความดีของเขาดีกว่า

นอกจากนั้น สิ่งต่าง ๆ ในโลก ส่วนมาก เป็นไปได้ ๓ แบบ (สภาวะสาม) คือ ดี กลาง ๆ และไม่ดี  คำพูดแต่ละประโยคแต่ละครั้ง ก็เป็นไปได้ ๓ แบบ เช่นกัน

๒๘. แปลงเป็นข้อความที่สร้างสรรค์

เราอาจจะแปลงคำพูดหรือการแสดงออกที่ไม่ดีที่เราได้รับรู้ ให้เป็นข้อความที่สร้างสรรค์หรือเป็นความเข้าใจ  ในการนี้มักจะทำให้เราดีขึ้นในแง่ของ ความสุข ทัศนคติ ความเข้าใจ และการปฏิบัติต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

๒๙. ข้ามผ่าน

จะเป็นการดีมากหากเราข้ามผ่านระดับของ การมีความสุขเมื่อได้ยินคำพูดที่ชอบ และการอึดอัดรำคาญใจเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่ชอบ

หากคิดจะลงไปคลุกคลีเพื่อพิสูจน์ว่าเราไม่ติดในคำพูดที่ไม่ดี จะเหมือนการลงไปเล่นในโคลนที่ทำให้เปอะเลอะและเสียเวลาเปล่า ๆ  ให้มองข้ามช็อตด้วยการสนใจเฉพาะเนื้อหาสาระ หรือหันไปทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรค์ดีกว่า

ยังมีอีกแบบหนึ่ง บางคนมักพูดไม่ดีหรือเป็นคนเข้มงวด แต่รู้จริงเกี่ยวกับงาน แก้ปัญหาได้ ทำอาหารอร่อย หรือจริง ๆ แล้วเป็นคนมีเมตตา

๓๐. มีสติอยู่กับตัว

การทำความรู้สึกตัว ทำให้เรามีความพร้อมทางจิตใจ และสามารถเผชิญกับคำพูดที่ไม่ดีไปได้

เป็นการดีมากเมื่อ เริ่มมีสติอยู่กับตัวตั้งแต่ก่อนเผชิญกับคนที่มักพูดไม่ดีหรือคนแปลกหน้า จนกระทั่งแยกจากกัน

และเป็นการดีพอใช้เมื่อ มีสติอยู่กับตัวทันทีที่คู่สนทนาพูดไม่ดี

๓๑. มีสติอยู่กับงานที่กำลังทำ

โดยเฉพาะงานที่มีอันตราย มีความเสี่ยง

๓๒. มีสติอยู่กับปัจจุบัน

หากปัจจุบันกำลังถกเถียงหรือเผชิญกับคำพูดที่ไม่ดี นอกจากเรามีจิตใจสงบและเป็นกลางแล้ว เราอาจจะเลือกวิธีจัดการกับข้อความที่ไม่ดีเหล่านั้น ตามสถานการณ์ เพื่อความสุขความสงบ ตัวอย่างเช่น ๑. เขาพูดไม่ดี ก็ดูว่าปัญหาหรือความขัดข้องของอีกฝ่ายหนึ่งคืออะไร เพื่อที่เราอาจจะแก้ไขต้นเหตุของข้อขัดข้องนั้น ๆ  ๒. เขาทำงานที่ก่อให้เกิดการรบกวน ก็ป้องกันการรบกวน  ซึ่งเมื่อนานวันเข้าเราอาจจะเคยชินกับสิ่งนั้น จนไม่รู้สึกว่าเป็นการรบกวน เป็นต้น

หากเราครุ่นคิดถึงคำพูดที่ไม่ดีของผู้อื่นที่ล่วงเลยมาแล้ว ให้เราละความสนใจจากคำพูดที่ไม่ดีนั้น หันมาสนใจกับกิจกรรมในปัจจุบัน อย่างมีสติและมีความสุข

อีกมุมมองหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจเป็นไปตามธรรมะของเรา เพียงเราคิดดีพูดดีทำดี และพัฒนาตนเองขึ้นไปเรื่อย ๆ สิ่งดี ๆ น่าจะเพิ่มขึ้นและสิ่งที่ไม่ดีกับชีวิตก็น่าจะลดลงเช่นกัน ดังนั้น ทำดีและมีความสุขกับปัจจุบัน

การมีสติอยู่กับปัจจุบัน เน้นว่า "ขณะปัจจุบัน" ที่ 1/1,000,000 วินาที (พูดเกินความเป็นจริงเพื่อเน้นให้เห็นว่าเป็นเวลาปัจจุบันที่สุด) ให้สนใจอยู่กับ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นหรือเป็นอยู่  คำพูดหรือความทรงจำที่ไม่ดีนั้นได้ผ่านไปแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของอดีต ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับปัจจุบันที่เรากำลังสนใจ

๓๓. วางอุเบกขา

ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อถูกแซวหรือได้ยินคำพูดที่ไม่ดี    การวางเฉย หรือยิ้ม ๆ สามารถช่วยให้สถานการณ์ผ่านไปด้วยดี

๓๔. เห็นความเป็นสิ่งเบี่ยงเบน

หลังจากมองข้ามช็อต ไปสนใจเนื้อหาสาระหรือเป้าหมายที่แท้จริงที่เราต้องการ  ในข้อนี้จะยอมรับว่าคำพูดที่ไม่ดี เป็นสิ่งเบี่ยงเบน (Distraction) ให้เราออกนอกเส้นทางสู่ความสำเร็จ หรือเป็นภาพลวงตา (Illusion) ทำให้ทุกข์ใจ ไม่ถึงความสุขที่อยู่ถัดออกไป  เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ใจจะสุขสงบเบิกบาน เพราะใจไม่ติดในสิ่งเบี่ยงเบนหรือภาพลวงตานั้น

หลังจากนั้น การพิจารณาการจัดการกับสิ่งเบี่ยงเบนหรือภาพลวงตา น่าที่จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป  ว่าจะนิ่งเฉยละเลยไป หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด

๓๕. ดูกายดูใจของเราเอง

ขณะที่กำลังเผชิญกับคำพูดที่ไม่ดี  จิตหนึ่งเราตั้งใจฟังและพูดคุยโต้ตอบด้วยการระวังในคำพูดของเรา  ส่วนอีกจิตหนึ่งในใจเรา มีสติอยู่กับตัว สนใจตัวเราเองและพูดน้อย แทนการสนใจกับคำพูดที่ไม่ดีหรือนึกวิพากษ์วิจารณ์เขา

๓๖. ระบายออก

ในจิตใจเราไม่ควรเก็บความรู้สึกที่ไม่ดีอันเนื่องมาจากคำพูดที่ไม่ดี เพราะจิตใจคล้ายภาชนะ เช่น แก้วน้ำที่หากเมื่อใส่น้ำแห่งความอึดอัด ย่อมจะมีวันเต็มและล้นออกมา หรือคล้ายลูกโป่งหากถูกอัดก๊าซแห่งความคับข้องใจไว้หลายครั้ง จะต้องระเบิดออกมาด้วยความโกรธความรุนแรงเป็นแน่ ดังนั้นจึงควรระบาย (Drain) ความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านั้นออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่สะสมไว้

วิธีระบายออกทำได้หลายอย่าง เช่น การรู้เท่าทันการเกิดขึ้นของความรู้สึกที่ไม่ดี การใช้จินตนาการ และอื่น ๆ

๓๗. ปิดประเด็น

หลังจากที่เขาเปิด (Open) ประเด็นด้วยคำพูดที่ไม่ดี ให้เราซึ่งเป็นผู้ฟังทำการปิด (Close) ประเด็น ถ้าทำอย่างถูกต้องเหมาะสม จะเกิดความพอใจทั้งสองฝ่าย (Win-Win) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ดีมาก ส่วนถ้าทำแล้วได้ผลไม่พึงประสงค์เท่าใดนัก จะเป็นลักษณะ เราชนะฝ่ายเดียว (Win-Lose) หรือเราแพ้เขาชนะ (Lose-Win)

การปิดประเด็นคือการตอบสนอง อย่างใดอย่างหนึ่ง ควรทำโดยไม่ปล่อยเวลาเนิ่นนานเกินไป เช่น พูดตอบรับ อธิบาย ปฏิเสธอย่างสุภาพ เปล่งเสียงอุทาน พยักหน้า ยิ้ม นึกปล่อยวาง กำหนด (๕๐) ฯลฯ

วิธีการตอบสนอง
โดยเฉพาะภาษากายหรือคำพูดคำอุทานที่แสดงออกโดยอัตโนมัติ ถ้าทำได้ ควรระมัดระวัง คำนึงถึงการตีความของอีกฝ่ายด้วย เพราะถ้าเขาตีความในทางลบ สุดท้ายก็จะไม่มีใครชนะอย่างแท้จริง (Lose-Lose)

๓๘. ระเบิด

แม้ว่าจะให้อภัยแล้วแต่ยังปรากฏว่ามีความอึดอัดบริเวณหน้าอก ไม่มีความสุข สงบ เบาสบาย   อาจจะแก้ไขด้วยการจินตนาการว่าความอึดอัดใจนั้นถูกรวมอัดแน่นเป็นก้อนที่บริเวณใจกลางหน้าอก แล้วจินตนาการต่อว่าก้อนความอึดอัดใจนั้นระเบิดแตกกระจายสลายหายไป  หากวิธีนี้ได้ผล ความอึดอัดใจจะหายไปอย่างปลิดทิ้งในทันที

๓๙. ยอมให้เขาว่า

ยอมให้เขาว่าถ้าเขาจะว่า ไม่ว่าเราจะมีส่วนผิดพลาดหรือไม่มากน้อยเพียงใด  ส่วนในใจเรานั้นมีความสุขสงบ ยึดมั่นในเป้าหมายที่ดีงามและการคิดดีพูดดีทำดีต่อไป

๔๐. เตรียมใจไว้ล่วงหน้า

เตือนตัวเองเสมอ ๆ เกี่ยวกับความจริงของโลกว่ามีพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ประกอบอยู่  โดยส่วนมากคำพูดที่ไม่ดีเป็นทุกข์เป็นพิษของโลก

ผลคือจะทำให้เราลดมาตรฐานในจิตใจของเราลงมา มีสติ และไม่ประมาท ทำให้ช่วยลดความทุกข์เมื่อคำพูดที่ไม่ดีเกิดขึ้นจริง

๔๑. หยุด

อาจจะจำง่าย ๆ ว่า "ฟัง-หยุด" คือเมื่อได้ยินได้ฟังคำพูดที่ไม่ดี ให้เราหยุดพูด และหยุดในความคิดในจิตใจเราชั่วอึดใจเดียว เราจะมีสติ เข้าใจเราเขาและสถานการณ์ รู้ว่าใครถูกใครผิดอย่างไร และพิจารณาต่อไปว่าเราควรจะอย่างไรต่อไป

ถ้าหยุดให้คล่องได้ จะดีเมื่อเราเจอกับคำพูดที่ไม่ดีแบบไม่ทันตั้งตัว

๔๒. เห็นกิเลสและไม่ยอมเป็นพวก

ข้อนี้เป็นพัฒนาการต่อจากการหยุด เมื่อเราหยุดได้ เราจะเห็นกิเลสและคุณธรรมในใจเขาและในใจเรา  เราสนใจดูกิเลสในใจของเราอีกสักนิด จะเห็นกิเลสนั้น ๆ เช่น ความโกรธ กำลังเกิดขึ้น ความโกรธรุ่มร้อน ต้องการต่อสู้ ทำลาย และไม่มีการยอม  เราเห็นสองฝ่ายคือฝ่ายความโกรธที่กำลังพยายามครอบงำจิตใจเราและฝ่ายจิตใจเรา ถึงจังหวะนี้ให้เลือกข้างและไม่ยอมเป็นพวกกับความโกรธ ใจเราจะมีความเป็นอิสระ สงบ และได้รับชัยชนะสองต่อ คือชนะทั้งกิเลสในใจเราและกิเลสในใจเขา

๔๓. แก้ปัญหา

ความขัดเคืองใจเป็นตัวบ่งชี้ (Indicator) ว่าตรงนี้แหล่ะเป็นประตูที่รอการเปิดไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเข้าไปแล้วจะพบว่ามีความหลากหลายในหนทางที่สามารถถูกใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหามีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าความคิดสร้างสรรค์  การแก้ปัญหาอีกนัยหนึ่งก็คือการใช้หรือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ 

การแก้ปัญหานี้อาจจะเป็นการแก้ที่เราหรือเขาเพียงฝ่ายเดียว หรือทั้งสองฝ่ายก็ได้

การจะบรรเทาการพูดไม่ดีของอีกฝ่าย อาจจะทำได้ด้วยการวิเคราะห์หาสาเหตุ และปรับแก้สาเหตุอันเกิดจากฝ่ายเรา

๔๔. ฝืน

เรารู้แล้วว่าการพูดไม่ดีทำให้เสน่ห์ของผู้พูดลดลง ผลักดันให้คนอื่นออกห่าง

แต่เราฝืนแรงผลักดันนั้น เข้าใกล้ผู้ที่พูดไม่ดี

สิ่งช่วยสนับสนุนเราในการเข้าหาเขา เช่น การชั่งน้ำหนักระหว่างความดีอื่น ๆ กับความไม่ดีเรื่องการพูดของเขา หรือเหตุผลอื่นใดที่สร้างสรรค์

๔๕. ยกให้

หมายถึงยกให้เขาอย่างถาวร เพราะนิสัยเขาเป็นเช่นนั้น เป็นต้นว่า ยกให้เขา เพราะเขาเป็นคนพูดเรื่อยเปื่อย เมื่อเขาพูดไม่ดีออกมา ก็ไม่โกรธ เพราะรู้อยู่ว่านิสัยของเขามักจะพูดโดยที่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี

๔๖. เก็บข้อมูล

เก็บข้อมูลว่าเราได้ฟังคำพูดที่ไม่ดีกี่่ครั้ง และในแต่ละครั้้งเพราะเหตุผลใด โดยควรจะสนใจที่ตัวเรา ไม่ใช่การจับผิดเขา หรือจดจำคำพูดที่ไม่ดีของเขา

ในข้อนี้เป็นลักษณะของการวิจัย เก็บสถิติและวิเคราะห์ข้อมูล

แน่นอน การทำเช่นนี้ทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ คำพูดที่ไม่ดีในรูปแบบและระดับต่าง ๆ กัน การเข้าใจผู้อื่นลึกซึ้งกว่าที่เคย และที่สำคัญ เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย และทำให้รู้ว่าเราควรจะปรับปรุงตัวเราเองในแง่ใดบ้าง

๔๗. กำหนด "สอง" ทางเลือก

ปกติเราจะคิดคาดหวังในทิศทางเดียวจึงพูดหรือลงมือทำ เมื่อเกิดอุปสรรค ผิดหวัง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่คิด จึงเป็นทุกข์เล็ก ๆ หรือเสียหายเสียโอกาสมากมาย ทางหนึ่งที่จะป้องกันความผิดหวัง เราอาจจะเปลี่ยนจากการคิดและกำหนดตัวเลือกเดียว เป็นการคิดเผื่อความผิดหวังและกำหนดสองตัวเลือก

๔๘. มีสถานะทางสังคมดี

สำหรับสังคมไทย การมีฐานะทางสังคมดี เช่น เป็นพระสงฆ์ แม่ชี ครู อาจารย์ แพทย์ หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานดี มียศ มีเกียรติ มีอาวุโสกว่า เป็นหัวหน้า รวมถึงการมีทรัพย์สินฐานะการเงินดี  โดยทั่วไปจะช่วยให้ผู้พูดเกรงใจ ทำให้ลดโอกาสได้รับฟังคำพูดที่ไม่ดี

อย่างไรก็ตาม การมีสถานะทางสังคมที่เหนือกว่า ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะหลีกเลี่ยงคำพูดที่ไม่ดีไปได้ตลอด ด้วยเหตุผลบางประการ  จึงไม่ถือว่าเป็นหนทางที่จะป้องกันคำพูดไม่ดีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

๔๙. คิดน้อย

ตราบใดที่คำสั่งนั้นถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมายหรือขัดศีลธรรม หัวหน้าสั่งให้ทำอะไรก็ทำไป ทำภายในเวลางาน ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องคิดหรือมีความเห็นอะไรโดยไม่จำเป็น ในที่สุดงานก็เสร็จ ทั้งหัวหน้าและผู้ปฏิบัติงานต่างก็มีความสุข

และไม่ต้องคิดอะไรเลย ใจวางใจสงบในทันทีโดยอัตโนมัติ เพราะรู้ว่าที่เขาพูดไม่ดีนั้นเป็นการทำบาปของเขาเอง จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลกับบาปของเขา เราอโหสิกรรมให้

๕๐. มองผู้พูดไม่ดีเป็นครู

การที่เขาพูดไม่ดี เรามองมุมกลับ ทำให้เราได้รู้ว่าจริง ๆ แล้วที่ดีนั้นควรพูดอย่างไร? จึงถือว่าผู้ที่พูดไม่ดีนั้นแสดงให้เราดู เขาเป็นครูให้เรา

๕๑. กำหนด

ประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องการกำหนด ตามที่มีสอนกันหลายแห่ง  การกำหนดเป็นการพูดในใจด้วยคำหรือวลี ประกบกับเหตุการณ์ที่ผ่านอายตนะในปัจจุบัน ช่วยให้ไม่หงุดหงิดติดใจต่อคำพูดไม่ดี

ตัวอย่างการกำหนดกับการชนะคำพูด เช่น นึกในใจว่า "ได้ยินหนอ" หรือ "เสียงหนอ" เมื่อเขาพูดประโยคต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่องานที่เรากำลังจะทำ แล้วเราก็ทำงานต่อไป

๕๒. เห็นและให้อภัยในความไม่รู้ของผู้พูด

ตราบใดที่คน ๆ หนึ่ง ยังไม่รู้ หรือมีกิเลส เป็นธรรมดาที่จะพูดไม่ดี ทำผิด และเบียดเบียนคนอื่นหรือตัวเองได้ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา

คำว่า "ไม่รู้" ในความหมายนี้เกี่ยวกับ ๑) รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ถูกหรือผิด ๒) รู้ว่าการเบียดเบียนกัน ไม่ดีและควรหลีกเลี่ยง และ ๓) ความสามารถในการ ชนะใจตนเองหรือทำตามความรู้นั้น

ในเบื้องต้น ด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถชนะคำพูดได้ มีข้อคำนึง ดังนี้ ๑) ธรรมะเป็นดาบอันคมกริบ ผู้พูดไม่ดีอาจนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชือดเฉือนผู้เอ่ยอ้างหรือผู้บอก ๒) งูก็ยังเป็นงู การพูดและปฏิบัติต่องู หรือทำอะไรในสถานการณ์ที่งูอยู่ด้วย ควรระมัดระวังในการพูดและการกระทำ พูดน้อย ๓) กิเลสในใจเรา เช่น ความโกรธ ยังมีอยู่หรือไม่ ๔) การพูดโดยไม่รู้ ไม่ได้ควบคุมดีพอ ของเรา ยังมีอยู่หรือไม่ เพราะสิ่งนี้มักจะไปกระตุ้นให้งูกัด โดยที่เราไม่ได้เจตนา

๕๓. ระลึกสภาวะสาม

สิ่งต่าง ๆ ส่วนมากเป็นไปได้ ๓ ทาง คือ ๑) ดี ดีขึ้น หรือสมหวัง ๒) กลาง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง หรือรู้สึกเฉย ๆ ๓) ไม่ดี แย่ลง หรือผิดหวัง

ตามธรรมชาติ การพูดของคนเราแต่ละคน ในแต่ละช่วงเวลา ก็เป็นไปได้สามแบบ เช่นกัน แต่ถ้ามีการฝึกฝนควบคุม ก็จะพูดไม่ดีน้อยลง

การระลึกถึงสภาวะทั้งสามนี้ เสมอ ๆ รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น ทำให้จิตใจมีความพร้อม ตั้งหลักได้ และเป็นภูมิคุ้มกันพิษจากคำพูดไม่ดี

๕๔. อานาปานัสสติ มีสติอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก

กรณีถ้าเผชิญกับคำพูดที่ไม่ดีแล้วทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ ... ให้มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก ... อาจจะภาวนาพุทโธ กำกับด้วยหรือไม่ก็ได้

๕๕. มีหลัก

การจัดการกับการหวั่นไหวต่อคำนินทา ทางหนึ่ง คือการมีหลักในการปฏิบัติ

อีกทางคือการไม่หวั่นไหวต่อคำนินทา

๕๖. ไม่หวั่นไหว

ไม่หวั่นไหวต่อคำพูดที่ไม่ดี เช่น คำนินทา ฯลฯ

๕๗. ตอบข้อโต้แย้ง

ในวงการเมืองหรือในสังคม บางครั้งเขากล่าวหาเรา เราก็อาจจะแก้ข้อกล่าวหานั้น เพื่อไม่ให้เขาหรือคนที่ได้ยิน เข้าใจผิด เก็บข้อมูลผิด ๆ ไว้  แต่บางกรณี เมื่อสืบสวนดูแล้วอาจจะพบว่า คำพูดที่เขาว่าเรานั้น มาจากการพูดโดยปกตินิสัยความเคยชินของเขา ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไร   และสืบสวนต่อไปก็อาจจะพบว่า เป็นเพราะเราพูดมากไปหน่อย ก็เป็นได้  นอกจากนั้นแนวทางหนึ่งที่ดีก็คือพูดโต้แย้งทางการเมืองให้น้อย ทำแต่งาน พูดแต่เรื่องงาน  เพราะโต้เถียงทางการเมืองไม่มีจบ

แทนที่จะเป็นการโต้เถียงหรือแก้ตัว ควรเป็นคำอธิบาย ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เป็นคำอธิบาย

๕๘. ให้เหตุผลและทำงาน

กับการถูกรบกวน ให้มุ่งมั่นกับเป้าหมายและพยายามทำกิจกรรมที่ไปสู่เป้าหมายที่กำลังทำให้เสร็จสิ้น ซึ่งก็คือทำงานของเราให้เสร็จ   

เหตุที่เขามารบกวนเราอาจเป็นเพราะเขาต้องการความช่วยเหลือ เวลา หรือความใส่ใจต่อเขา ดังนั้นเราอาจจะให้เหตุผลเพื่อทำให้ผู้รบกวนเข้าใจ  เสร็จแล้วก็มาทำงานต่อตามเป้าหมายของเรา

๕๙. พูดออกมา

กับคำพูดหรือการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง บางครั้งเขาไม่รู้ ว่าเป็นการรบกวนเบียดเบียนผู้อื่น หรือไม่เหมาะสม เราอาจจะบอกกล่าว ให้เขารู้เกี่ยวกับเรา เช่น ข้อจำกัด ข้อตกลงหรือขอบเขตความรับผิดชอบ ฐานะ สภาวะ ความต้องการ ภาระหน้าที่ งานที่เร่งด่วน งานที่เราตั้งใจจะทำหรือได้รับมอบหมายอยู่ก่อนแล้ว หรือผลกระทบที่เกิดกับเราอันเนื่องมาจากคำพูดของเขา  ถ้าผู้นั้นเป็นเด็กในความดูแลหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เขาก็ควรรู้เกี่ยวกับมารยาทในการปฏิบัติต่อผู้อื่น และการสังเกตหรือสอบถามผู้อื่นก่อน

การบอกกล่าวยังรวมถึงการขอให้เขาเฉย ๆ หยุดพูด เป็นการชั่วคราว

ในชีวิตฆราวาสตั้งรับอย่างเดียวด้วยวิธีต่าง ๆ ข้างต้น เช่นด้วยการดูกายดูใจของเราและพูดน้อย บอกตามตรงว่า "ไม่พอ" เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีแต่เรา หากยังมีบุคคลที่สามที่เขายังไม่สามารถจัดการกับคำพูดไม่ดีได้และเขาจะเดือดร้อนจากคำพูดไม่ดีนั้น เราจึงต้องบอกให้ฝ่ายที่กำลังพูดไม่ดีว่าตอนนี้ขอให้หยุดพูดก่อน เฉย ๆ ก่อน เพื่อเราจะได้สามารถแก้ปัญหาได้

๖๐. พูดคุยเรื่องเบา ๆ

พูดคุยกันถึงเรื่องเบา ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายคุยด้วยกันได้ เป็นเรื่องที่น่ารักตลกขบขัน ซึ่งอาจจะช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลาย ความตึงเครียดหายไปได้

๖๑. สอบถามทำความเข้าใจ

จากประสบการณ์ที่เราไม่ค่อยพึงพอใจเขาในอดีต มีส่วนสนับสนุนให้เราระแวงและมองเขาในแง่ลบ เมื่อเขาพูดหรือจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราในคราวต่อ ๆ มา ซึ่งเท่ากับว่าเราเข้าใจเขาผิด เราจึงน่าจะสอบถามเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง

๖๒. ดูจังหวะเวลาหรือความพร้อมทางอารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง

จะพูดกับเขาควรสังเกตอารมณ์ของคู่สนทนา เช่น แววตา ใบหน้า น้ำเสียง ท่าทาง กิจกรรมที่เขากำลังทำ และยังรวมไปถึงกาละเทศะด้วย

มีตัวอย่างที่จะต้องระวังในการพูดเป็นพิเศษ ถ้างดหรือเลื่อนไปก่อน ที่จะพูดคุยอะไร อันเป็นการรบกวนจิตใจเขาและเรา ด้วยการสังเกตคู่สนทนา ดังนี้เช่น

  • มีทัศนคติไม่ดีต่อเรา เขาจะมีความผิดปกติที่สังเกตได้ เช่น ไม่สบตา ไม่พูดหรือพูดน้อยมากเมื่อเทียบกับที่เขาปฏิบัติต่อคนอื่น หรือในทางตรงกันข้าม ขณะพูดเขาจะมีแววตาเข้ม จ้องตาเราเขม็ง พูดอย่างดังชัด
  • มีปัญหาความเครียดส่วนตัว จิตใจเต็มไปด้วยความทุกข์อึดอัดคับข้องใจ บริเวณปากและน้ำเสียงเหมือนคนจะร้องไห้ เสียงดังกระโชก หรือแสดงถึงการมีความกดดันจากปัญหาบางอย่างที่มีอยู่ในจิตใจ
  • มีปัญหารุมเร้า หรือมีงานคั่งค้าง
  • กำลังทำงานอย่างมีสมาธิ
  • เป็นผู้มักพูดไม่ดี และขณะปัจจุบันไม่ยิ้มแย้ม
  • ใกล้หมดเวลาเลิกงาน เลิกเรียน เลิกประชุม หรือระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน
  • เร่งรีบ จะไปทำธุระอื่น
  • รัดคิว แบบที่มีโทสะ
  • ใจร้อน มีโทสะในแววตา
  • ร่างกายเหนื่อยล้า หิวอาหาร หรือเป็นช่วงก่อนและระหว่างรับประทานอาหาร ใกล้เวลาเข้านอน
  • มีอัตตา และอยู่ต่อหน้าสาธารณะหรือเพศตรงข้าม
  • คู่สนทนาเป็นหญิงที่อยู่ในช่วงเวลามีประจำเดือน

นอกจากรายการข้างต้น เพื่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร ควรจะรู้

  • ความตั้งใจฟังของคู่สนทนา
  • ทิศทางการสื่อสารของเขาว่าพูดให้ข้อมูลฝ่ายเดียว รับอย่างเดียว หรือทั้งสองอย่าง
  • ระดับการเข้าสังคมหรือความชอบสันโดษ โดยทั่วไป ว่ามากน้อยแค่ไหน
  • ประเด็นที่เป็นส่วนตัวหรืออ่อนไหว ได้แก่ อุปนิสัยความชอบความไม่ชอบ และปมด้อย ของคู่สนทนา และของผู้ที่มีอิทธิพลต่อเขา เช่น ครอบครัว หรือผู้ปกครอง
  • การปฏิบัติที่คู่สนทนาคาดหวังจากเรา

๖๓. แปลงเป็นโอกาส

ที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่งมีลูกค้าคนหนึ่งสั่งอาหารไปนานพอแล้ว เขายังไม่ได้ เลยพูดเสียงดังไม่หยุด พูดทวนรายการอาหารที่เขาสั่งซ้ำ ๆ น่าจะเป็นที่น่ารำคาญสำหรับแม่ครัว แต่แม่ครัวไม่โกรธเลย เธอตอบกลับว่าเธอกำลังทำให้อยู่ และพรุ่งนี้ให้มาสั่งเพิ่มอีกนะ นั่น สร้างโอกาสทางธุรกิจซะเลย

๖๔. นิ้วจดกัน

ในขณะที่กำลังจะต้องสนทนากับผู้มักพูดไม่ดี และเรื่องที่สนทนาเป็นไปได้มากที่จะทำให้เขาพูดไม่ดี เราอาจจะมีการปฏิบัติเพื่อเพิ่มสติ ด้วยการใช้ปลายนิ้วโป้งซ้ายแตะกับปลายนิ้วกลางซ้าย ตลอดระยะเวลาการพูดคุย

๖๕. เขาไม่ใช่คนเดิม

คนที่เราคุยอยู่ด้วย เขาไม่ใช่คนเดิม ที่เคยพูดเพราะ บัดนี้เขาเปลี่ยนไปแล้วเป็นพูดไม่เพราะ เป็นคนละคนกับคนเดิม และแน่นอนที่สุด ร่างกาย นิสัย และคุณลักษณะด้านอื่นของเขาก็มักจะต้องมีบางอย่างเปลี่ยนไป ทั้งในด้านดีและไม่ดี

๖๖. ปรับปรุงข้อมูลในสมอง

ปรับปรุง (Update) ข้อมูลในสมองของเราเกี่ยวกับตัวเขาให้ทันสมัยที่สุด ตามความเป็นจริง

ข้อยกเว้น

คำพูดที่ไม่ดีหรือพิษจากคำพูด บางคนเขาก็ใช้เพื่อประโยชน์ เช่น

๑. ใช้คำพูดไม่ดีเพื่อป้องกันการถูกเอาเปรียบเบียดเบียน  

๒. ใช้คำพูดไม่ดีเพื่อเป็นการบอกว่าไม่ชอบไม่พอใจกับคำพูดหรือการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง

๓. เจตนาเพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง

๔. เพื่อใช้ในการปกครอง

นอกจากนั้น ในการช่วยผู้ที่ยังไม่สามารถจัดการกับคำพูดที่ไม่ดี มีทางเลือก อาทิเช่น

๑. ให้เขาหันไปทำกิจกรรมอื่นแทนการทนฟังคำพูดที่ไม่ดี

๒. สอนวิธีชนะคำพูดให้แก่เขา ซึ่งถ้าใครสามารถฟังแล้วนำไปฝึกฝนก็น่าจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

โดยสรุป การจะชนะคำพูดมีหนทางมากมาย ทั้งที่กล่าวไว้ข้างต้น และอื่น ๆ เช่น

  • ใช้สติกำกับ เหมือนพ่อแม่ดูแลลูก
  • ปรับตัวเรา เข้าไปป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ต้นเหตุที่จะทำให้เขาพูดหรือทำไม่ดี
  • ฝึกซ้อม (Rehearsal)
  • ฯลฯ

อาจใช้เพียงวิธีเดียวหรือหลายวิธีเป็นสูตรผสม ขึ้นอยู่กับคุณจะเลือกใช้ตามความหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม หรือตามความต้องการของคุณ

พอจัดเป็นสูตรที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งผลสร้างสรรค์ทั้งสองฝ่าย ได้ดังนี้

สูตร ๑ มีสติ อย่าเผลอ ซึ่งก็คือการ ระวัง (๕) ในการติดต่อสื่อสารหรือการปฏิสัมพันธ์ คิดดี พูดน้อย พูดดี และทำดี

สูตร ๒ อานาปานัสสติ (๕๓)

ส่วนการรับมือกับความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับคน หรือเมื่อได้ถูกคำพูดทิ่มแทงแล้ว วิธีที่เหมาะได้แก่ อุทิศบุญกุศล (๑๒) หรือให้อภัย (๑๐)

สูตร ๓ มั่นคงในศีล ให้อภัย และหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนผู้อื่น

 
 

บทความที่เกี่ยวข้อง:
เรื่องของกบตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง
การแก้ปัญหา
การตัดสินใจ
จุดอ่อน
วิธีแก้กรรม
วุ่นวายใจ : ขอพร
วุ่นวายใจ : อโหสิกรรม
สติ
อธิบายเมื่อจำเป็น
อุปสรรค
การเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
การพูด

Free to read or republish. 2011 by forThais.org.